วันจันทร์ , 10 สิงหาคม 2026

รีวิว The Division Resurgence การกลับมาของซีรี่ส์ในฉบับพกพา

หากใครได้ลองเล่น Tom Clancy’s The Division ในคราวแรกที่วางขายเมื่อปี 2016 คงพอเข้าใจว่าความสดใหม่ของมันติดตรึงในความทรงจำได้มากมายแค่ไหน แทบทุกองค์ประกอบของเกมล้วนล้ำสมัยไม่ซ้ำใคร ไม่ว่าจะเป็นธีมหน่วยรบพลเมือง ฉากหลังมหานครนิวเยอร์กที่เพิ่งล่มสลาย ระบบสกิลในรูปแบบอุปกรณ์ล้ำสมัย และที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ โหมด PVPVE ที่เป็นเหมือนต้นไอเดียของเกม extraction shooter ที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน

ความสำเร็จประการหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ของเกมซีรีส์นี้คือมันได้สร้างฐานแฟนที่เหนียวแน่นมาก ๆ เอาไว้ด้วย ดูได้จากการที่ The Division 2 ซึ่งวางจำหน่ายในปี 2019 ยังคงมีชุมชนที่เคลื่อนไหวอยู่มาจนถึงทุกวันนี้

การกลับมาของซีรีส์นี้ในรูปแบบเกมมือถืออย่าง The Division Resurgence จึงเป็นการทดลองที่น่าสนใจมากว่าหาก The Division ถูกแปลงให้อยู่ในฉบับพกพาและเปิดให้เล่นฟรี มันจะยังรักษาเสน่ห์แบบเดิมเอาไว้ได้หรือไม่

รีวิวนี้จะพาคุณผู้อ่านมาสำรวจผลลัพธ์ของความพยายามในการปลุกชีพปฏิบัติการณ์กอบกู้อเมริกาด้วยเกมมือถือใหม่ล่าสุดของ Ubisoft

เอเจนต์! เตรียมใจให้พร้อมแล้วมาลุยกันเลย

Story – สูตรสำเร็จเดิมที่ยังไม่เห็นอะไรแปลกใหม่

เรื่องราวของ The Division Resurgence จะพาคุณย้อนมายังช่วงแรกสุดหลังการระบาดของไวรัสดอลลาร์ในนิวยอร์ก ผู้เล่นรับบทบาทเป็นเอเจนต์ของ SHD กลุ่มแรกที่ได้รับคำสั่งให้กลับมาปฏิบัติหน้าที่เพื่อหยุดยั้งกลุ่มคนร้ายที่ปรากฏขึ้นหลังสังคมล่มสลาย และเป็นประจักษ์พยานของเหตุการณ์ในเกมภาค 1 กับ 2 ในมุมมองที่ต่างออกไป

เบื้องต้นแล้วเรื่องราวของเกมยังไม่เข้มข้นหรือแปลกใหม่อะไรนัก และไม่ได้ทำหน้าที่มากไปกว่าเป็นจุดเช็กพอยต์เพื่อจ่ายภารกิจให้แก่ผู้เล่น อาจมองได้ว่าเกมกำลังดำเนินตามโมเดลการเล่าเรื่องของเกม 2 ภาคหลัก นั่นคือมันจะยิ่งเข้มข้นขึ้นหลังจากที่เกมอัปเดตเนื้อเรื่องบทต่อ ๆ ไป

แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นก็อดผิดหวังไม่ได้ที่ Ubisoft ยังคงใช้โมเดลการเล่าเรื่องตามรอยเดิมที่ใช้มานานนับ 10 ปีกับเกมมือถือปี 2026 ซึ่งมีรูปแบบของสื่อและพฤติกรรมผู้ใช้งานต่างออกไป ทำให้จุดขายที่ควรจะมีลดน้อยลงไปอย่างน่าเสียดาย

Gameplay – ถอดแบบจากเกมหลัก แต่ขาดการขัดเกลาให้เข้ากับมือถือ

ปกติแล้วการดัดแปลงเกมข้ามแพลตฟอร์มมักจะมาพร้อมกับการออกแบบวิธีการเล่นใหม่ให้เข้ากับธรรมชาติของอุปกรณ์ เพราะพวกเรานักเล่นเกมต่างรู้ดีว่าการควบคุมเกมด้วย 6 นิ้วบนคอนโทรลเลอร์หรือ 8 นิ้วด้วยเมาส์กับคีย์บอร์ด ย่อมแตกต่างจาก 2 นิ้วบนมือถือ (หรือแทบเล็ต) อย่างแน่นอน แต่ทางเลือกที่ทีมพัฒนานำมาใช้กับ The Division Resurgence คือ เก็บระบบการควบคุมดั้งเดิมเอาไว้ทั้งหมดอย่างครบถ้วน

ทางเลือกนี้ให้ผลลัพธ์ที่น่าสนใจไม่น้อย ในแง่หนึ่งมันแสดงให้เห็นถึงการออกแบบที่ลงตัวจากเกมต้นฉบับและวิสัยทัศน์สุดทะเยอะทะยานที่จะดึงทั้งหมดนั้นมาใส่ในเกมฉบับย่อ แต่ในทางกลับกัน เราอาจมองได้ว่านี่คือความดื้อที่ฝืนธรรมชาติการเล่นเกมบนมือถืออยู่พอตัว

ปุ่มบังคับที่ออกแบบมาอย่างดีนั้นยังไม่ดีพอที่จะให้ผู้เล่นควบคุมทุกแอ็กชันได้สะดวกด้วยสองนิ้ว ขณะที่นิ้วโป้งซ้ายควบคุมความเคลื่อนไหวและทริกเกอร์สำรอง นิ้วโป้งขวากลับต้องแบกกภาระสูงกว่านั้นมาก ไม่ว่าจะเป็นการหันเล็ง เข้าที่กำบัง ข้ามสิ่งกีดขวาง กดเข้า ADS กดใช้ยากับระเบิด หรือบางทีก็ต้องเอื้อมมาแตะปุ่มสกิลที่อยู่บนบาร์ตรงกลางจอด้วย

แต่ปัญหาข้างต้นนี้จะหายวับไปทั้งหมดด้วยการต่อคอนโทรลเลอร์เข้าโทรศัพท์มือถือ ครั้งแรกที่ผู้เขียนทดสอบเกมด้วย Xbox Controller พบว่าประสบการณ์เล่นเกมช่างรื่นรมย์ขึ้นมาก ราวกับว่าความประทับใจทั้งหมดที่มีต่อซีรีส์นี้ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงนอกจากย่อส่วนจอให้เล็กลงมาเท่านั้น ทว่าเมื่อผ่านไปสักพักก็ฉุกคิดได้ว่าแทนที่เราจะต้องเพ่งจอเล็ก ๆ และเล่นเกมมือถืออในท่าที่ไม่สบายเท่าแบบนี้ ทำไมเราไม่กลับไปเล่นเกมภาคหลักในคอมให้มันจบ ๆ ไปกันนะ

โหมดเสริมที่ใส่เข้ามาครบถ้วนแบบไม่กั๊ก

เดิมทีแล้วปริมาณคอนเทนต์ในเกมหลักถือเป็นหนึ่งในจุดที่ดึงดูดผู้เล่นให้อยู่กับเกมได้ดีพอสมควร และในภาค Resurgence ก็สืบทอดคุณภาพนี้มาได้ค่อนข้างครบถ้วนทีเดียว โหมดเสริมของเกมทั้ง Dark Zone (PVPVE extraction shooting) Conflict Domination (PVP 4 ปะทะ 4) และ Lone Wolf Challenge (ชาเลนจ์ทำภารกิจคนเดียว) ต่างก็เต็มไปด้วยความท้าทายระดับตึงมือ

ทว่าด้วยการบังคับของเกมที่ไม่ได้ปรับมาให้เหมาะกับการบังคับบนมือถืออาจส่งผลให้เกมตึงเกินไปหน่อยสำหรับผู้เล่นบางคน ใครที่เคยเล่นเกมภาคหลักมาก่อนอาจพอเข้าใจว่าต่อให้เราเคลื่อนไหวได้คล่องตัว แต่การที่ศัตรูหลั่งไหลมาจากทุกทิศก็ยังถือว่าเหี้ยมเอาการ แน่นอนว่าการต้องรับมือกับสิ่งนั้นในเกมมือถือย่อมยกระดับความโหดขึ้นไปอีกเบอร์

ปัญหาเรื่องความยากนี้ส่งผลเสียกับเกมอยู่ 2 เรื่อง เรื่องแรกคือผู้เล่นที่ไม่ใช่สายตึงอาจต้องพึ่งพาระบบ matchmaking มากขึ้น ทำให้เกมสะดุดทุกครั้งที่ต้องเข้าภารกิจหรือเข้าเล่นโหมดเสริม เรื่องที่สองคือมันทำให้เวลาการเล่นต่อหนึ่งเซสชันยาวเกินไป ซึ่งถือเป็นข้อเสียสำหรับเกมมือถือที่ปกติแล้วคนจะหยิบขึ้นมาเล่นฆ่าเวลาในช่วงสั้น ๆ และไม่ผลาญแบตเตอรีมากเกินไป

Presentation – งานภาพที่ปรับแต่งได้หลากหลาย

หากนี่เป็นการทดลองย่อส่วนเกม AAA มาสู่ระบบโทรศัพท์และแทบเล็ตก็ถือเป็นการทดลองที่ให้ผลลัพธ์ค่อนข้างดีทีเดียว จุดที่ต้องน่าชื่นชมในการดัดแปลงครั้งนี้คือ เกมทำตัวเลือกปรับแต่งกราฟิกได้กว้างมาก ทำให้อุปกรณ์ระดับกลางถึงล่างเล่นเกมได้โดยไม่ต้องทุกข์ทนกับการแสดงผลมากนัก (แม้ว่าการปรับระดับกราฟิกต่ำสุดจะให้ผลคล้ายเล่นเกมยุค PS2-3 ก็ตาม)

ส่วนการแสดงผลในระดับสูงที่ 2K (ทดสอบด้วย emulator) ถือว่าทำได้ไม่เลว ทั้งพื้นผิวและเอฟเฟกต์ต่าง ๆ ถือว่าละเอียดและสวยงามในเกณฑ์ดี หากจะมีจุดที่สมควรปรับปรุงก็คือการวางเลย์เอาต์ UX/UI ที่ออกจะยุบยับเกินงามไปหน่อยสำหรับเกมมือถือ แน่นอนว่านี่เองก็เป็นมรดกจากเกมภาคหลักอีกเช่นกัน

เสียงยังทำออกมาได้ไม่ถึงใจ แต่ก็พอถูไถได้

ด้วยข้อจำกัดของการเป็นเกมมือถืออาจทำให้การแสดงผลของงานเสียงในเกมอาจทำได้ไม่ดีเท่าเวอร์ชันต้นฉบับ ทำให้เสียงปืน เอฟเฟกต์ บรรยากาศใด ๆ ไม่ถึงใจคอเกมเท่าไรนัก ส่วนนี้อาจพอยกผลประโยชน์ให้ผู้พัฒนาได้ แต่ส่วนที่มองผ่านไม่ได้เลยคือบั๊ก “เสียงหาย” หลังจากเข้าเกมที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขแม้ว่าเกมจะออกมาได้แล้วเกือบเดือนก็ตาม

จริง ๆ แล้ววิธีการแก้บั๊กนี้ถือว่าเรียบง่ายมากทีเดียว นั่นคือผู้เล่นเพียงแค่กดสลับจอไปยังแอปอื่นแล้วสลับกลับเข้าไปในหน้าเกมใหม่ ปัญหาเสียงหายก็จะจบลงทันที แต่นี่เป็นสิ่งที่สะท้อนว่าตัวเกมยังไม่ถูกขัดเกลาให้ดีเท่าที่ควร ถือเป็นจุดเล็ก ๆ ที่ทำให้ต้องหักคะแนนไปอย่างน่าเสียดาย

ข้อดีข้อเสีย
– เก็บองค์ประกอบของภาคหลักได้ครบถ้วน– เกมยังมีบั๊กแสดงผลใหญ่อยู่
– ตัวเลือกการปรับแต่งครอบคลุมหลายสเปก– การดัดแปลงฝืนธรรมชาติเกมมือถืออยู่พอสมควร
– การควบคุมด้วยคอนโทรลเลอร์ดีมาก– เซสชันในการเล่นยาวเกินไป
– เกมอิงการเล่นแบบทีมมากกว่าโซโล

ขอบคุณที่มา : gamingdose

น่าสนใจ

รีวิว Crimson Desert มหากาพย์เกมแอ็คชั่น RPG สุดทะเยอทะยาน!

Crimson Desert …

PHP Code Snippets Powered By : XYZScripts.com