“Monster Hunter” ชื่อนี้ หลายคนคุ้นเคยดี ในฐานะเกมล่ามอนฯ
แต่นอกจากล่า มันก็ยังมีภาค ‘Stories’ ที่ผู้เล่นจะได้ผูกมิตรและใช้ชีวิตร่วมกับมอนฯ ในรูปแบบเกม RPG Turn-based
ซึ่งตอนนี้ ก็ดำเนินมาจนถึงภาค 3 แล้ว ในธีมที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่กว่าเคย แต่มันจะออกมาเป็นอย่างไร และถ้าจะเริ่มที่ภาค 3 เลย สามารถทำได้หรือเปล่า มาดูกันได้ในรีวิว Monster Hunter Stories 3: Twisted Reflection
Story – ยามเหล่ามอนฯ ร่อนระบำ

ในโลกของ Monster Hunter, อาชีพที่รู้จักกันโดยทั่วไป ก็คือ “Hunter” นักล่าที่อยู่รวมกันเป็นกิลด์ คอยออกล่ามอนฯ , แล่ชิ้นส่วนมอนฯ และเอามาคราฟต์เป็นอาวุธ, ชุดเกราะ เสริมตัวเองให้แกร่งยิ่งขึ้น
แต่สำหรับภาค Stories, ผู้เล่นจะได้รับบทเป็นอีกอาชีพหนึ่งแทน ซึ่งก็คือ “Rider”
Rider คือนักผจญภัยที่มีมอนฯ เป็นคู่หู เราสามารถขึ้นขี่หลังมัน หรือจะต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ไปด้วยกันก็ได้ ซึ่งเพราะแบบนี้, Rider จึงมีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับคู่หูตัวเอง และมอนสเตอร์ที่ถูกฝึกจนกลายมาเป็นคู่หูเรา ก็จะถูกเรียกว่า “Monstie”
ในโลกของมอนฮัน จึงมีทั้งอาชีพ Hunter และ Rider ที่มีบทบาทและวิถีชีวิตต่างกันไป
เรื่องราวของ Stories 3 , ว่าด้วยยุคสมัยแห่งความขัดแย้ง มีอยู่ 2 ประเทศที่กำลังฮึ่มฮั่ม จะทำสงครามกันอยู่หลายที ซึ่งก็คือประเทศ “Azuria” และ “Vermeil”
ขณะเดียวกัน โลกที่พวกเขาอาศัย ก็กำลังเจอกับภัยพิบัติลึกลับ มันคือปรากฏการณ์ที่พืชพรรณ, สิ่งแวดล้อม รวมถึงสิ่งมีชีวิต ถูกแปรสภาพเป็น “คริสตัล” โดยไม่ทราบสาเหตุ และกำลังกัดกินลุกลามไปทั่วผืนแผ่นดิน
แต่อยู่มาวันหนึ่ง ประเทศ Azuria ก็ได้พบกับไข่ของ “Rathalos” สปีชีส์สุดหายาก, ที่เดิมที เชื่อว่าสูญพันธุ์ไปหมดแล้ว
แรกเริ่ม… ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องดี ทว่าไข่ใบนี้ มันกลับฟักออกมาเป็น Rathalos คู่แฝด
ซึ่งผู้คนเชื่อกันว่า… นี่คือลางร้าย
ในเวลาต่อมา Rathalos ตัวหนึ่ง จะตกมาอยู่ในความดูแลของ “เรา” หรือก็คือตัวเอกของเกมนี้ ผู้เป็นรัชทายาทแห่ง Azuria ในขณะที่ Rathalos อีกตัวหนึ่ง จนถึงปัจจุบันก็ยังคงหายสาบสูญ
Monster Hunter Stories 3 จึงเป็นเรื่องราวของสอง Rathalos, สองฝักฝ่าย กับอีกสองวิกฤตอย่างสงครามและภัยพิบัติ ที่ไม่ว่าจะทางไหน มนุษย์ก็ดูจะเหลือเวลาน้อยลงไปทุกที
Monster Hunter ที่เติบโตกว่าที่ผ่านมา

พอได้ยินแบบนี้ ก็ชัดเจนว่าเกมภาค 3 มันคือการปรับโทนให้เนื้อเรื่องมีความเข้มข้นจริงจังขึ้น ซึ่งนั่นคือความตั้งใจของทีมงานที่อยากให้เนื้อหามีความเป็นผู้ใหญ่ มีประเด็นเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยว
ตัวเอกภาคนี้ จะคล้ายองค์ชาย/องค์หญิงตระกูลทาร์แกเรียน ผู้ขี่มอนสเตอร์ที่เป็นตัวชี้ชะตาบ้านเมือง เพียงแต่ว่าตัวเราไม่ได้มีใจใฝ่สงคราม และไม่ได้มองเหล่า Monstie เป็นเพียงเครื่องมือที่มนุษย์ใช้เข่นฆ่ากันเองด้วย
ดังนั้น วิธีที่ตัวเอกจะจัดการกับวิกฤตจึงแตกต่างไป โดยอยู่ภายใต้แนวคิดที่อยากฟื้นฟูระบบนิเวศกลับมา เพื่อให้มนุษย์กับมอนฯ อาศัยอยู่ร่วมกันได้
ซึ่งตัวเกมก็จะย้ำ Message นี้อยู่บ่อยพอสมควร ฉะนั้นใครหวังว่าจะได้เห็นมอนฮันฯ กลายเป็นเกมตึง ๆ มีฉากรุนแรง หรือเฉือนเหลี่ยมกันมันส์ ๆ ก็อาจจะยังก่อน
หลายประเด็น เป็นการแตะแค่ระดับผิว ๆ และยังมีกลิ่นความเป็นการ์ตูนโชเน็นเหลืออยู่ไม่น้อยเลย ดังนั้น เล่น ๆ ไป เราก็จะได้เห็นหลาย Trope ที่พอเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อ
แต่ไม่ได้แปลว่า เป็นการ์ตูนโชเน็นแล้วจะไม่ดี
เพราะสิ่งที่ทีมงาน Capcom ทำได้ยอดเยี่ยมในเกมนี้ ก็คือจังหวะการเล่าเรื่อง, ความใส่ใจของ Voice Acting รวมถึงการออกแบบคัตซีน ที่ไม่ว่าจะขึ้นคัตซีนกี่ที ก็ชวนให้ติดตามแบบไม่ละสายตา ถ้าใครเคยเล่นมอนฮันฯ ภาคหลัก แล้วตื่นตาตื่นใจกับฉากเปิดตัวมอนฯ หรือฉากที่มอนฯ ปะทะกัน ในเกม Stories 3 มันจะยกระดับไปอีกขั้นหนึ่งเลย
มันเลยเป็นความรู้สึกประมาณว่า “อ๋อ… นี่สินะ Stories” ซึ่งก็สมกับการที่มีคำว่า Stories อยู่ในชื่อ เพราะทีมงานเขาใส่ใจจริง ๆ กับท่วงท่าลีลาในการเล่าเรื่อง
และเราขอยกให้ว่านี่คือเนื้อเรื่องเกม Monster Hunter ที่น่าประทับใจสุดแล้วตั้งแต่ที่เคยมีมา และในบางฉาก ก็อาจทำคุณเสียน้ำตาได้เลย
ภาคที่อ้าแขนรับสำหรับผู้เล่นทุกกลุ่ม

นี่เป็นเรื่องราวบทใหม่ เกิดขึ้นในสถานที่ใหม่ และห่างจากภาคที่แล้วถึง 200 ปี ดังนั้นก็ไม่จำเป็นต้องเล่นภาค 1 ภาค 2 มาก่อน สามารถเริ่มที่ภาคนี้ได้เลย แค่ว่าใครที่เคยเล่นภาคก่อน ๆ ก็จะได้เจอ “เซอร์ไพรส์” บางอย่าง เป็นเหมือนของขวัญที่ทีมงานอยากตอบแทนให้หายคิดถึงกัน
ส่วนความยาวของโหมดเนื้อเรื่อง ก็ต้องบอกว่า ต่อให้เล่นแค่เนื้อเรื่องหลักอย่างเดียว ก็น่าจะกินเวลาได้เป็นสิบ ๆ ชั่วโมงแล้ว การจัดวาง Pacing ทำได้ค่อนข้างดี ไม่มีช่วงไหนยืดหรือรวบไป
นอกจากนี้ เกมก็มีทั้งเควสต์หลัก, เควสต์รอง และมีเควสต์ที่เป็น Side Story ให้เราได้รู้จัก ได้เข้าใจความเป็นมาของเพื่อนในตี้ให้มากขึ้น ดังนั้นภาพรวมก็ถือว่าสอบผ่านเลยตามมาตรฐานเกม JRPG เล่นจบแล้วอิ่มแน่นอนแบบไม่มีอะไรข้องคาใจ
Presentation – ดีขึ้นทั้งงานภาพและเสียง

เมื่อพูดถึงเรื่องกราฟิก คงไม่มีคำไหนจะอธิบายภาคนี้ได้ดีกว่าคำว่า “ก้าวกระโดด” อีกแล้ว
แม้จะเป็นภาพสไตล์การ์ตูน แต่มันก็มาพร้อมดีเทลมากมาย มีการเก็บ Texture และเล่นกับแสงเงา
ซึ่งมันน่าสนใจมาก เพราะภาคนี้ทีมงานเปลี่ยนมาพัฒนาด้วย RE Engine แทนแล้ว (จากเดิมที่ใช้ MT Framework ทำเกมภาค 2) มันเป็นการโชว์ว่า RE Engine ก็ทำเกมภาพแบบนี้ให้สวยได้เหมือนกัน อาจจะมีอาการเงากระพริบให้เห็นบ้างค่อนข้างบ่อย แต่ภาพรวมของโมเดลตัวละครและการตัดเส้น ก็จัดว่าไฮโซสุด ๆ
ดังนั้นแนะนำเลย ว่าให้ใช้เวลากับหน้าสร้างตัวละครให้เต็มที่ เพราะตัวเราจะได้เข้าไปอยู่ในคัตซีน และอวดโฉมนั้นไปตลอดเกม ในทุกสีหน้า ทุกอารมณ์ และทุกอากัปกิริยา
ซึ่งแอนิเมชันการขยับเขยื้อน ทั้งคน ทั้งมอนฯ ก็ทำได้ตามมาตรฐาน RE Engine ด้วย แบบที่เราเห็น ๆ กันมาในเกมภาค Rise และภาค Wilds
นอกจากนี้ การเลือกโทนสีให้มีความซีดอยู่นิดหนึ่ง ก็ส่งผลต่อความรู้สึกเราแบบอ้อม ๆ เหมือนกัน ว่าถึงภาคนี้จะจริงจัง แต่ก็ยังนำเสนอออกมาให้ดู “ซอฟต์” ได้อยู่ และเข้ากับบริบทของตัวเกม
ไม่ได้มีดีแค่งานภาพอย่างเดียว เพราะดนตรีประกอบก็ถือว่าสอบผ่าน
- ไล่มาตั้งแต่เพลงใหม่ ที่ทำมาสำหรับมอนฯ บางตัว
- เพลงประจำตัวของมอนฯ หน้าเก่า ๆ ก็เรียกว่ามีอยู่แน่นขนัดในเกมนี้
- และการใช้สกอร์ในแต่ละคัตซีน มันก็ทำให้ฉากนั้น ๆ ดูมีเนื้อมีหนัง ช่วยเขย่าอารมณ์คนดูได้ง่ายขึ้นด้วย
องค์ประกอบเหล่านี้ มันจึงเป็นตัวช่วยชูรสให้การเล่าเรื่อง และครบเครื่องในความเป็น Cinema
ถึงจะแอบเสียดายหน่อย ว่าเกมนี้ไม่ได้มีระบบ Chat log มาด้วย ให้ตามอ่านบทสนทนาย้อนหลัง แต่ในมวลรวม ก็ต้องบอกว่าการนำเสนอของ Stories 3 มันเกือบจะเทียบเท่ากับการได้ดูแอนิเมชันเรื่องหนึ่งแล้วจริง ๆ
Gameplay – จุดลงตัวของมอนฮันฯ ฉบับ JRPG

Monster Hunter Stories 3 มันคือเกม RPG Turn-base ที่เราสำรวจแมปได้อิสระ
และไม่ได้มีแค่การสู้มอนฯ อย่างเดียว แต่มันจะมีพาร์ทของการสะสมมอนฯ เข้ามาเป็นอีกหนึ่ง Core Gameplay ด้วยเหมือนกัน
มันไม่ใช่ลักษณะที่เราเดินเข้าป่าไปจับมอนฯ มาฝึก แต่คือการที่เราต้องย่องเข้าไปในรัง แล้วฉกไข่มอนฯ กลับมาฟักที่ฐาน ให้มันเติบโตจนกลายมาเป็น Monstie ตัวใหม่
ซึ่งไม่ต้องห่วง, Logic ของเกมนี้ก็คือ “มีลูกทันใช้” พอมอนฯ ฟักไข่ คุณก็พร้อมขี่ได้เลย แบบไม่รู้ว่าไป Time Skip ตอนไหน หรือมีใครแอบใส่น้ำยาเร่งโตหรือเปล่า
ขณะเดียวกัน ด้วยความที่ผู้เล่นรับบทเป็น “Rider” การขึ้นขี่หลังมอนฯ จึงมีความสำคัญมาก
Monstie แต่ละตัวจะมีความสามารถต่างกัน และเราควรจะต้องรู้ว่าพวกเขามีจุดเด่นอย่างไร เพราะบางตัวอาจจะบินร่อนบนฟ้าได้, บางตัวปีนกำแพงได้ หรือบางตัวก็ว่ายน้ำได้
ดังนั้น การจัดทีม Monstie ให้มีความสามารถครอบคลุม จึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะมันจะทำให้เราสำรวจแมปฯ ได้ไม่มีสะดุด
ซึ่งเกมนี้จะมีสล็อตให้เราจัดทีมได้สูงสุด 6 ตัว และการสับเปลี่ยนแต่ละตัว ก็ทำได้ลื่นไหลไม่มีคูลดาวน์ เช่นเวลาที่เรากำลังขี่มอนฯ ร่อนอากาศอยู่ ก็สามารถสลับเป็นอีกตัวได้ในทันที
เกม Turn-based ที่คนและมอนฯ ต้องสู้ไปพร้อมกัน

ในตอนที่ผู้เล่นเอาหน้าไปนาบกับมอนฯ ในแมป เกมก็จะพาเข้าฉากสู้แบบ Turn-based
มันจะเป็นการสู้แบบแท็กทีมกัน 2 คู่
- คู่หนึ่งคือตัวเรา กับ Monstie ของเรา
– - และอีกคู่หนึ่งก็คือ NPC และ Monstie ประจำตัวของคนนั้น ซึ่งจะถูกล็อคเอาไว้ ไม่สามารถปรับแต่งหรือเปลี่ยนอะไรได้
ดังนั้นถึงจะเห็นว่าเป็นทีม 4 ตัวละคร แต่เอาเข้าจริง ก็สามารถป้อนคำสั่งได้แค่ 1 คน กับอีก 1 มอนฯ ก็เลยไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก
หน้าที่ของผู้เล่นคือการเลือกแอ็กชัน และเลือกเป้าหมาย ว่าจะโจมตีไปที่พาร์ทไหนของศัตรู โดยต้องคอยบริหารค่า Stamina ไปด้วย ซึ่งก็ทำหน้าที่แทน ‘มานา’ ในเกมนี้ไปเลย
อีกหนึ่ง Gimmick ที่จะขาดไปไม่ได้สำหรับ Monster Hunter Stories ก็คือระบบแพ้ชนะทางแบบเป่ายิงฉุบ ซึ่งก่อนคุณโจมตี คุณจะเลือกได้ว่าอยากโจมตีเป็น Type อะไร ระหว่างสีแดง “Power”, สีเขียว “Technique” และสีฟ้า “Speed”
Mechanic นี้จะสำคัญในตอนที่ศัตรูกำลังเล็งเรา และเราก็เล็งใส่ศัตรูด้วย ซึ่งพอโจมตีสวนกัน มันจะเหมือนเป็นการออกท่าเป่ายิงฉุบ ใครเป็นฝ่ายชนะก็จะได้ทำดาเมจไป ส่วนถ้าเสมอ ก็แค่เจ็บไปด้วยกันทั้งคู่

ส่วนอาวุธที่มีให้เล่นในภาคนี้ จะมีอยู่ 6 ชิ้น คือดาบใหญ่, ดาบยาว, ค้อน, ขลุ่ยค้อน, ธนู และ Gunlance
แต่ละชิ้น ก็จะมี Mechanic ที่อิงมาจากเกมหลักด้วยประมาณหนึ่ง
- เช่นดาบใหญ่ จะต้องมีการสะสมชาร์จเพื่อรอฟาดทีเดียวแบบรุนแรง
- ดาบยาว มีสกิลให้เราฟันเพื่อเก็บ Spirit Guage และมีการเปลี่ยนไปอยู่ในโหมดตั้งท่า เตรียมรอ Counter ศัตรู
- ธนู มีท่าเคลือบลูกศร เพื่อโจมตีแบบติดดีบัฟออกไป
- หรืออย่างขลุ่ยค้อน เราก็ต้องคอยเรียงสี โจมตีให้ถูก Type
เพื่อเก็บโน้ตเพลงให้ครบ แล้วรอกดท่าใหญ่ แจกบัฟโหด ๆ ให้ทั้งปาร์ตี้
ซึ่งด้วยความที่ Mechanic พวกนี้มันไม่ได้ซับซ้อนมากเหมือนเกมภาคหลัก ดังนั้น Learning Curve มันเลยไม่สูง และค่อนข้างส่งเสริมให้ผู้เล่นได้ลองใช้จนครบทุกชิ้น
เกมการเล่น ออกแบบมาให้ต้อง “ฟาร์ม”
จากในบทความพรีวิว ที่เราเคยบอกไปว่าทีมงานตั้งใจดีไซน์มาให้เกมไม่ยาก กลายเป็นว่า พอเราได้เล่นไปจนถึงช่วงท้าย ๆ เกมแล้ว มันก็ยังตึงมือพอสมควร แถมได้เจอโมเมนต์ที่โดนมอนฯ ตบ One-hit-kill อยู่หลายรอบด้วย ถึงจะอัปชุดเกราะมาดีแล้วก็ตาม… (เกมนี้ปรับความยากไม่ได้)
กล่าวคือ เกมมันพาเราเข้าไปสัมผัสกับความเป็น Turn-base แบบเข้มข้น ซึ่งผู้เล่นต้องคอยวางแผนอยู่เสมอว่าในอีก 2-3 เทิร์นข้างหน้า ควรจะออกท่าอย่างไร และต้องรู้ว่าศัตรูจะทำอะไรต่อ เพื่อเตรียมรับมือท่าโจมตีอันหนักหน่วงของพวกมัน
ดังนั้น, การ Grinding จึงสำคัญมาก คุณต้องล่ามอนฯ ซ้ำ ๆ ย้ำ ๆ เพื่อเอาชิ้นส่วนมาอัปอาวุธ, ชุดเกราะ ขณะเดียวกัน ก็ต้องเก็บเลเวลให้ทั้งตัวเรา และ Monstie มีเลเวลที่สูงพอ ค่า Stat จะได้เยอะพอที่จะอยู่รอดได้
อีกหนึ่งการ Grinding ที่ผู้เล่นต้องเจอ ก็คือการตระเวนเก็บไข่ Monstie วนไปยาว ๆ ซึ่งผู้เล่นต้องวัดดวงกับการสุ่มหา Monstie ที่มีสกิลดี ๆ ติดตัว
แถม ‘รังของมอนสเตอร์’ ยังมีการสุ่มระดับความแรร์มาด้วย ยิ่งแรร์มาก ก็ยิ่งมีโอกาสเจอไข่มอนฯ โหด ๆ ระดับ Elder Dragon แต่ก็ต้องระวังไปจ๊ะเอ๋กับแม่ของมัน ที่อาจจะกำลังหลับอยู่ หรือไม่ก็อาจจะวิ่งมางาบหัวคุณ ตอนที่คุณกำลังอุ้มไข่มันหนีออกมา
ซึ่งพอเราฟักไข่สุ่มมอนฯ ออกมาแล้ว ถ้าตัวไหนยังไม่ถูกใจ ก็เลือกได้ว่าจะปล่อยกลับเข้าป่า หรือจะโอนถ่ายย้ายสกิลผ่านระบบ “ยีน” เพื่อปรับแต่งพันธุกรรมให้มอนฯ เก่งในแบบที่เราต้องการ

โดยการปล่อยมอนฯ กลับเข้าป่า ก็จะล้อกันไปกับธีมเรื่องด้วย ซึ่งกลุ่มตัวเอกคือผู้พิทักษ์ป่า การปล่อยมอนฯ กลับสู่ระบบนิเวศ จึงเหมือนว่าเราเองก็ได้ทำไปตามอุดมการณ์
แถมยังช่วยเพิ่ม Rank ให้กับสายพันธุ์นั้น ๆ ด้วย ซึ่งในครั้งต่อไปที่เราไปเก็บไข่มอนฯ ตัวนั้นมา — Rank ของมันก็จะสูงขึ้น โอกาสได้ Stat ดี ๆ ก็มีเยอะขึ้นเป็นเงาตามตัว
หรือถ้าใครเสียดาย ว่าปั้นมอนฯ Rank B, Rank C มาตั้งนาน จะให้ทิ้งไปปั้นตัวใหม่เป็น Rank A, Rank S เลยก็ยังไงอยู่ เกมก็มีระบบให้เราส่งมอนตัวเดิมไปเข้าป่า เป็นนักศึกษาฝึกงานชั่วคราวได้ด้วย พอกลับออกมา มอนฯ เราก็จะอัปเกรดเป็น Rank นั้นทันที อันนี้ก็สะดวกและตอบโจทย์ทีเดียวในแง่คุณภาพชีวิต
Content – อัดแน่น อิ่มคุ้มตลอดเกม

สำหรับรีวิวตัวนี้ ทาง Capcom ก็ยังให้โชว์ได้เฉพาะ 2 แมปแรกในเกมเหมือนเคย ซึ่งเราก็เห็นด้วย เพราะคอนเทนต์หลังจากนั้น เรียกได้ว่าดุเด็ดเผ็ดมันส์ และควรจะได้ไปเจอกันด้วยตัวเอง
ส่วนมอนสเตอร์ในเกมนี้, ถ้าเอาแบบไม่สปอยล์ และเอาเท่าที่มีเปิดเผยมาก่อนแล้วโดยทั่วไป ส่วนใหญ่ก็จะเป็นมอนฯ จากเกมภาค World, Rise และ Wilds ปะปนกัน
ซึ่งเราจะไม่บอกจำนวนเป๊ะ ๆ แต่ก็ถือว่ามากันเยอะ, หลากหลาย และก็เต็มอิ่มมาก ๆ อีกภาคหนึ่ง แถมยังมีมอนฯ ใหม่เพิ่มเข้ามาด้วย ส่วนจะเป็นตัวอะไรบ้าง ก็ต้องไปรอลุ้นกันภายในเกม
มอนสเตอร์พิเศษ 3 รูปแบบ
นอกจากมอนฯ ปกติที่เราเจอได้ตามแมปฯ ในเกมก็จะมีมอนฯ พิเศษ เป็นเหมือนบอสไฟต์ให้เราได้ท้าทายฝีมือ
คือด้วยความที่เซ็ตติ้งเกมนี้ มันเป็นโลกที่กำลังเจอกับ “ภัยพิบัติคริสตัล” ดังนั้นบางที เราก็จะได้เจอมอนฯ พิเศษที่มีคริสตัลฝังอยู่ตามตัว
มอนฯ ประเภทนี้จะมีคำว่า “Feral” นำหน้าชื่อ ซึ่งเราควรระวัง ไม่ไปตีใส่พาร์ทที่มีคริสตัลเกาะอยู่ เพราะไม่งั้น มันจะ Counter สวนเรามาแบบรุนแรง โดยการเอาชนะพวกมันก็จะทำให้ผู้เล่นเคลียร์พื้นที่ในโซนนั้น สามารถตั้งแคมป์ และปลดล็อคฟีเจอร์ปล่อยมอนฯ เข้าป่า ให้เราอัป Rank ได้ต่อไป
มอนฯ พิเศษอีกแบบหนึ่ง ก็คือ “Invasive Monster” หรือมอนสเตอร์รุกถิ่น
พวกนี้จะโหดขึ้นอีกระดับเลย โดยในการเจอครั้งแรก คุณจะยังชนะมันไม่ได้ ทำได้แค่หาวิธีไล่มันกลับรัง ซึ่งแต่ละตัว ก็จะมีวิธีไล่ไม่เหมือนกัน และเป็นหน้าที่ของผู้เล่นที่ต้องรวบรวมเบาะแส, ฟังคำใบ้จาก NPC แล้วตีความเอาเอง ว่าต้องทำอย่างไรถึงจะไล่มันไปได้
และประเภทสุดท้าย คือมอนฯ พิเศษใส่ไข่ ที่เรียกว่า “Calamitous Elder Dragon” มอนสเตอร์ระดับหายนะ ที่ปรากฏตัวมาแต่ละที เสมือนท้องฟ้าวิปริตแปรปรวนทันใด

มอนฯ พวกนี้จะโผล่มาแบบสุ่มในช่วงท้ายเกม และแน่นอนว่าโหดมาก ผู้เล่นต้องเตรียมตัวมาดีจริง ๆ ถึงจะชนะ ซึ่งตัวที่ Capcom อนุญาตให้เราโชว์ จะมีแค่ “Namielle” มังกร RGB ที่เปลี่ยนให้รอบ ๆ เมือง Azuria ปกคลุมไปด้วยห่าฝน
ความโหดของมัน ก็ง่าย ๆ ว่าตบทีเดียว กวาดยกตี้ ซึ่งก็ชัดเจนว่านี่คือหนึ่งใน Endgame Content ที่เราต้องกลับมาสู้อีกทีเมื่อพร้อม
แต่พอพูดถึง Endgame Content, นอกจากการสู้พวก Calamitous แล้ว เอาจริง ๆ ก็แทบไม่มีอย่างอื่นให้ผู้เล่นทำอีก เต็มที่ก็จะเป็นการไล่ตามเก็บ Side Story, สู้กับมอนฯ Invasive ที่เหลือ, หามอนฯ ตัวแรร์ ๆ มาเสริมทีม และนั่ง Optimize ปาร์ตี้ของเราให้เก่งไร้เทียมทาน
ซึ่งก็น่าเสียดายที่ภาคนี้ ทีมงานไม่ได้ใส่ระบบ Co-op เข้ามาแล้ว ด้วยเหตุผลว่าพวกเขาอยากโฟกัสไปที่เนื้อเรื่องแบบเต็มตัว ก็เลยไม่มีโอกาสให้เหล่า Rider ได้พบปะและต่อสู้ไปด้วยกัน
Performance – น่าประทับใจทั้งบน PC และคอนโซล

ในเรื่องของ Performance — ถ้าจะมีเกมไหนที่ใช้ RE Engine ทำแผนที่กว้าง ๆ แล้วยังเล่นได้ลื่นอยู่ มันก็คงต้องเป็นเกมนี้
Dragon’s Dogma 2 ไม่รอด, Monster Hunter Wilds ไม่รอด แต่เกมนี้… รอด !
ซึ่งก็แน่นอนอยู่แล้ว เพราะกราฟิกเกมนี้มันไม่ได้ต้องกินฮาร์ดแวร์อะไร ก็เลยลื่นไหลสอบผ่านในทุกสถานการณ์
โดยการเล่นบน PC, เราใช้การ์ดจอเป็น RTX 4070 ซึ่งถือว่าเกินความต้องการไปเยอะ เกมนี้ก็สามารถเล่นได้ที่ความละเอียด 2K, ปรับสุดทุกอย่าง และรันที่พลังดิบได้เกิน 100 FPS (ไม่เปิด DLSS ช่วย)
อีกแพลตฟอร์มหนึ่งที่เราลอง ก็คือ PlayStation 5 Pro ที่ก็ ‘เหลือ ๆ’ เหมือนกัน ด้วยความเป็นรุ่น Pro เกมก็เลยมี Option ให้ปรับอยู่ 3 โหมด ได้แก่
- โหมด Prioritize Graphics ที่เน้นกราฟิกสวยคม และแสดงผลได้ดีสุด
- โหมด Prioritize Performance ที่เน้นความลื่นไหลของเกม… ซึ่งเอาจริง ๆ เรากะด้วยสายตา มันแทบจะลื่นไม่ต่างกันเลย
โดยโหมดนี้ Capcom จะปรับลด Framerate ของมอนฯ ที่อยู่ไกล ๆ ให้เหลือสักประมาณ 10-15 FPS, มีการลดปริมาณแสงเงา และเปิดใช้การอัปสเกลภาพของ PS5 ทำให้วัตถุที่อยู่ไกล ๆ มันจะมีความวุ้นอยู่ประมาณหนึ่ง - และอีกโหมดก็คือ Balance ที่อยู่ตรงกึ่งกลาง
ซึ่งความเห็นเรา ก็ให้ปรับเป็น Prioritize Graphics ได้เลย เพราะเครื่องรุ่น Pro มันรันได้เหลือเฟืออยู่แล้ว
ส่วนในเรื่องของบั๊ก หรือปัญหาในด้าน Performance บอกตรง ๆ ว่าเล่นมานับร้อยชั่วโมง คือแทบไม่เจออะไรทั้งสิ้น
มีอาการแปลก ๆ อยู่แค่รอบเดียว คือในช็อตหนึ่ง เสียงพากย์ตัวละครมันเบาลงกว่าที่ควรจะเป็น แต่ก็เป็นอยู่แค่ 2-3 ประโยคแล้วก็หายเป็นปกติ
ดังนั้นก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดี สำหรับการเล่นเกมนี้ทั้งบน PC และคอนโซล
สรุป

เมื่อเร็ว ๆ นี้ เรามีหนังอย่าง “Hoppers” จากค่าย Pixar ที่พูดถึงระบบนิเวศ และการเกื้อกูลกันของสัตว์แต่ละสายพันธุ์
นั่นเองก็เป็นสิ่งที่ Monster Hunter Stories 3 อยากจะสื่อสารกับเรา เพราะดินแดนใดที่มีแต่มนุษย์ผู้ทำลาย สุดท้ายก็มีแต่จะวอดวายไปพร้อมกัน
เกมนี้จึงเป็นสูตรผสมที่แสนลงตัว ระหว่าง RPG Turn-based กับบทละครอันเข้มข้น จริงจัง อีกทั้งยังแฝงไว้ซึ่งความงดงาม และเต็มไปด้วยฉากชวนประทับใจ
แม้จะยังเหลือกลิ่นความเป็นการ์ตูนโชเน็นอยู่บ้าง แต่ด้วยเทคนิคการนำเสนอ ก็เชื้อเชิญให้เราติดตามเรื่องราวต่อได้ไปจนจบ พร้อม ๆ กับวนลูปฟาร์มได้เป็นสิบ เป็นร้อยชั่วโมง
| ข้อดี | ข้อเสีย |
| – ทิศทางเนื้อเรื่องชัดเจน สื่อสารประเด็นได้ดีและมีหลายฉากประทับใจ | – มีส่วนต้อง Grinding ไม่เหมาะกับคนมีเวลาน้อย |
| – กราฟิกและงานศิลป์ลงตัว สอดรับไปกับโทนเนื้อเรื่อง | – End-game Content มีไม่มาก และระบบ Co – op ถูกตัดออกไป |
| – ทำเกมเพลย์ Turn-based ให้สนุกได้โดยไม่ซับซ้อนเกินไป | |
| – ขัดเกลาประสิทธิภาพมาดีจนแทบไร้ที่ติ |
ที่มา : gamingdose
ข่าวเกมส์ เกมส์ออนไลน์ ข่าวเกมส์ PC เกมส์มือถือ เกมส์คอนโซล รวมข่าวเกมที่น่าสนใจ ข่าวเกมส์ใหม่ ข่าวเกมส์ออนไลน์ เกมส์คอนโซล ข่าวเกมส์ PC E-Sport เกมส์มือถือน่าเล่น ความเคลื่อนไหววงการเกมส์ ล่าสุด