วันอังคาร , 28 พฤษภาคม 2024

Review: Call of Duty Modern Warfare III น้อยเกินภาค มากเกิน DLC

แนว ชูตติ้ง FPS
ระบบ PC, PS5, PS4, Xbox Series, Xbox One
เรตเกม PEGI: 18 เหมาะสำหรับผู้เล่นที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

ภาคล่าสุดในซีรีส์เกมยิงทหารที่เรียกทัวร์ลงผจญดราม่าตั้งแต่ยังไม่ทันวางจำหน่าย ถูกหลายคนตีตราด้วยคำว่า “DLC” ทั้งๆที่หากลองหลับตาลืมภาคที่แล้วไป มันก็คือคอลออฟดิวตี้อีกหนึ่งภาคที่พอเล่นได้เพลินๆ

ต้องยอมรับตามความเป็นจริงว่าเกม Call of Duty Modern Warfare III ฉบับปี 2023 นี้นับเป็นคอลออฟดิวตี้ภาคที่อยู่ในกระบวนพัฒนาสั้นสุดและใช้เวลาสร้างน้อยสุดในประวัติศาสตร์ซีรีส์ ได้ยินข่าวแว่วมาว่าใช้เวลาเพียงแค่ 16 เดือนเท่านั้น ด้วยเจตนาดั้งเดิมของทีมงานที่อยากให้มันเป็นแพทช์อัปเดตเสริมต่อลมหายใจของเกม Call of Duty Modern Warfare II เมื่อปี 2022 แต่สุดท้ายทางค่ายกลับตัดสินใจที่จะขายมันเป็นเกมภาคใหม่ตัวเต็มในราคา 70 เหรียญแทน นั่นจึงทำให้แฟนคลับหลายคนรู้สึกต่อต้านไม่พอใจอย่างรุนแรง ซึ่งก่อนจะได้รับโค้ดเกมมารีวิวคนเขียนเองก็เป็นหนึ่งในแฟนคลับผู้โกรธแค้นเหล่านั้น แต่พอได้ลองสัมผัสทั้งในช่วงเบต้าและมาจับเกมตัวเต็มที่เพิ่งวางจำหน่าย ลองมองข้ามอคติในใจเพื่อดูลึกลงไปถึงแก่นแท้เนื้อในของมันจริงๆ ถึงได้เข้าใจว่านี่มิใช่แค่เนื้อหาดาวน์โหลดเสริมธรรมดาเหมือนที่ใครๆกล่าวหากัน

สำหรับเนื้อหาในแคมเปญจะดำเนินต่อเนื่องจากภาคที่แล้ว เมื่อ คอนนิ กองกำลังติดอาวุธชาวรัสเซียหัวรุนแรงได้บุกทะลวงเรือนจำชิงตัว “วลาดิเมียร์ มาคารอฟ” ผู้นำของพวกมันออกมาได้สำเร็จ พร้อมกับมีการลักลอบขโมยจรวดมิสไซล์ที่อเมริกันเป็นคนสร้างอีกด้วย งานนี้จึงเดือดร้อนไปถึงหน่วย Task Force 141 (นำโดยกัปตันไพรซ์, โซป, แกซ และโกสต์) ที่ต้องละทิ้งภารกิจอื่นๆเพื่อมาไล่ล่าจอมวายร้ายคู่อริเก่า ซึ่งจุดประสงค์หลักของมาคารอฟแน่นอนอยู่แล้วเขาต้องการก่อสงครามโลกครั้งที่สามตามสไตล์ที่เขาถนัดนั่นคือการยุยงปลุกปั่นก่อความโกลาหล และแคปซูลแก๊สพิษที่พวกเราช่วยกันขนออกมาจากอุโมงค์ใต้ดินลับในปฏิบัติการ Shadow Siege เราก็จะได้รู้กันสักทีว่ามันถูกใช้ไปทำอะไรในภาคนี้

แม้ตัวเกมจะให้เราโดดสลับข้ามไปมาสู้ศึกในหลากหลายโลเคชั่น แต่สถานที่หลักๆจะเวียนวนอยู่ใน “อูร์ซิกสถาน” (Urzikstan) ประเทศสมมติในแถบเอเชียตะวันตกที่มักถูกทั่วโลกมองว่าเป็นพวกผู้ก่อการร้าย และนั่นทำให้งานใส่ร้ายป้ายสีของมาคารอฟยิ่งง่ายขึ้น โดยฟีเจอร์ใหม่ที่ถูกนำเสนอใส่เข้ามาในภาคนี้มันคือ Open Combat Missions หรือก็คือภารกิจอิสระในพื้นที่เปิดกว้าง ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เล่นสามารถเลือกวิธีเข้าทำภารกิจเลือกวิธีจัดการเป้าหมายได้ตามใจชอบ เริ่มมาอาจมีแค่มีดหรือปืนเริ่มต้นแล้วไปเปิดหาอาวุธใหม่ๆในกล่องสมบัติเอา เจอแผ่นเคฟลาร์ก็เอามาสวมใส่ลำตัวเป็นเกราะ พบอุปกรณ์รอกสลิงก็เอามาใช้โหนตัวขึ้นสู่ที่สูง โดดร่มลงมาเห็น Killstreak ก็เก็บใส่เข้ากระเป๋าเอาไว้กดใช้ยามฉุกเฉิน จะซุ่มเงียบเน้นลอบเร้นหรือยิงสู้บู๊ปะทะกับศัตรู AI ตรงๆก็ทำได้ไม่แตกต่างอะไรจากการเข้าเล่นในโหมด DMZ แต่ใช่ว่าทุกภารกิจมันจะเปิดอิสระเป็นโอเพ่นเวิลด์ขนาดย่อมๆทั้งหมดนะ เพราะภารกิจที่เป็นลักษณะเส้นตรงดั้งเดิมเดินเรื่องตามบทสคริปต์เหมือนกำลังรับชมภาพยนตร์ มันก็ยังคงมีหลงเหลือให้ได้เล่นให้ได้ฟินกันอยู่บ้าง

ถ้าคุณเป็นเกมเมอร์ประเภทสายมุ่งพุ่งตรงดิ่งเลือกทำแต่ภารกิจหลัก ไม่ชอบเดินชิลสำรวจฉากจอดแวะดูสิ่งรอบข้าง คุณจะสามารถเล่นเคลียร์โหมดแคมเปญได้ในระยะเวลาอันสั้นเพียง 4-5 ชั่วโมงไม่เกินนั้น นับว่าสั้นมากสั้นกว่าเกมคอลออฟดิวตี้ภาคไหนๆเพราะภาคที่ผ่านๆมาต่อให้มันจะสั้นแค่ไหนแต่อย่างน้อยต้องกินเวลา 8-10 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ ถามว่าแล้วประสบการณ์ที่ได้รับมันบันเทิงสนุกมั้ย? คำตอบคือมันก็สนุกตามประสาคอลออฟดิวตี้นั่นแหละได้ไล่ยิงคนเปลี่ยนบรรยากาศสถานที่ไปเรื่อยๆ อีกทั้งเรายังมองว่ามันสนุกมันส์กว่าเกมเพลย์เซอร์ไววอลซ่อนแอบคราฟต์ของขึ้นมาใช้เองแบบในภาค MW2 ด้วยซ้ำนะ ติดอย่างเดียวก็แค่เรื่องความสั้นเท่านั้นเองที่เป็นปัญหาดูไม่ค่อยคุ้มค่าเม็ดเงิน 70 เหรียญที่จ่ายไปสักเท่าไหร่

สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เราได้รับมาทดสอบตัวเกมจากทาง AMD สเปคภายในเครื่องประกอบไปด้วย ซีพียู AMD RYZEN 5 5500, เมนบอร์ด ASUS TUF GAMING A520M-PLUS, การ์ดจอ ASUS TUF RX 6500 XT GAMING 4GB GDDR6, แรม G.SKILL SNIPER-X 16GB BUS3600 และติดตั้งเกมลงบนหน่วยความจำ SSD M.2 WD ขนาดความจุ 500GB

เนื่องด้วยสเปคความเรียกร้องขั้นต่ำของเกม Modern Warfare III กับ Warzone 2.0 แทบไม่ต่างกันมากนัก ผู้เล่นที่ยังใช้การ์ดจอรุ่นเก่าขนาด 4GB จึงยังพอสามารถไปต่อได้หากเลือกความละเอียดของภาพเอาไว้ที่ 1080p แล้วปรับคุณภาพกราฟิกอยู่ในระดับสมดุลกลางๆอาจมีบางค่าเช่นรายละเอียดพื้นผิวที่ต้องปรับต่ำหรือมีบางอย่างต้องปิดใช้งานไปบ้าง โดยจากการทดสอบพร้อมเปิด FSR ช่วยค่าเฟรมเรตที่ได้จะวิ่งอยู่ที่ราวๆ 70-80 เฟรมต่อวินาที ถือว่าพอเล่นได้สบายแบบลื่นๆแม้ฉากหลังอาจดูหยาบๆใบหน้าตัวละครอาจดูลอยๆอยู่บ้าง ซึ่ง ณ ตรงจุดนี้หากใครต้องการเสพความสวยงามสมจริงตามที่ทีมพัฒนาเกมวาดหวังควรขยับอัปเกรดไปเล่นการ์ดจอระดับ 8GB จะดีที่สุด

ในส่วนของโหมดออนไลน์มัลติเพลย์เยอร์ ถึงแม้จะยืมระบบพื้นฐานของเก่าจากภาคที่แล้วมาใช้เกือบทั้งหมด แต่พวกเขาก็ได้ปรับเปลี่ยนใหม่ให้ฟีลความรู้สึกเวลาเล่นมันต่างไปจากเดิม อย่างแรกคือปืนกระบอกใหม่ๆในเกม MW3 นั้นมันนิ่งมากแรงถีบน้อยค่อนข้างเป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน อย่างที่สองคือเรื่องสปีดการขยับเคลื่อนไหวของตัวละครที่ว่องไวรวดเร็วขึ้นต่อให้เป็นแม็พกว้างเกิดมากดวิ่งแค่แปบเดียวก็เจอศัตรูแล้ว อย่างที่สามจังหวะช่วงเวลาการสังหารหรือ Time to Kill ในภาคนี้จะนานขึ้นเพราะเลือดตัวละครถูกอัพเพิ่มเป็น 150 เรียกว่ากดยิงทีหลังก็ยังมีโอกาสชนะถ้าเราแม่นยำกว่าอีกฝ่าย นอกจากนี้ตัวเกมยังได้เพิ่ม “ท่าเล็งยิงกลยุทธ์” (กด Melee ระหว่างเล็ง) เข้ามาใหม่ ซึ่งเป็นการจับปืนขึ้นมาเล็งยิงระดับอกส่องเอียงเฉียงๆแบบจอห์น วิค สะดวกเหมาะต่อการเล็งยิงศัตรูที่อยู่ในระยะใกล้ๆ ถ้าศัตรูอยู่ไกลค่อยเปลี่ยนสลับกลับมาใช้การเล็งผ่านศูนย์ปกติตามเดิม

ในหน้าเมนูโหลดเอาต์ของสวมใส่ ในภาคใหม่ก็ถูกปรับเปลี่ยนไปเช่นเดียวกัน โดยที่ช่องอาวุธหลัก อาวุธรอง ของปากลยุทธ์ ของปาถึงชีวิต และการอัปเกรดภาคสนาม ยังคงมีอยู่เหมือนกับภาคที่แล้ว แต่ที่ดูต่างออกไปคือพวกสกิล Perk ความสามารถพิเศษติดตัวต่างๆจะถูกแยกพาร์ทออกเป็น 3 ชิ้นส่วน ได้แก่ ส่วนของถุงมือ, รองเท้าบู๊ต และอุปกรณ์ ซึ่งผู้เล่นสามารถเลือกใส่ติดตั้งได้อิสระและสกิลทั้งหมดทุกช่องจะ Activate ส่งผลทันทีตั้งแต่วินาทีแรกของแมตช์การแข่งขัน ไม่ต้องรอเวลาคูลดาวน์ใดๆเหมือนย้อนกลับไปสู่ยุคเริ่มต้นของ COD ส่วนจำนวนสกิล-ยุทโธปกรณ์ที่เราสามารถสวมใส่ติดตั้งได้พร้อมกัน จะมากหรือจะน้อยนั้นก็ขึ้นอยู่กับประเภทเสื้อเกราะที่เราเลือก ยกตัวอย่างหากใส่เสื้อเกราะสื่อสาร เราจะใส่อุปกรณ์เกียร์ได้ถึงสองช่อง แต่ก็ต้องแลกกับช่องอาวุธขว้างที่ขาดหายไป เรียกว่า ‘ได้อย่างเสียอย่าง’ ไม่มีเซตอัพไหนที่จะสมบูรณ์แบบไปทุกด้าน

ตามที่ทีมงานได้รับปากสัญญาไว้ ไอเทมของทุกชิ้นที่เราเคยมีและคอนเทนต์ทุกอย่างที่เราเคยปลดล็อกได้รับจากเกม MW2 เมื่อปีกลาย จะถูกโอนถ่ายย้ายมาสู่เกม MW3 ภาคนี้ทั้งหมด ทั้งสกินตัวละครโอเปอเรเตอร์ อาวุธปืนพื้นฐาน บลูปรินต์ปืนแต่งต่างๆที่ได้มาหรือซื้อจากร้านค้า เครื่องราง นามบัตร เหรียญตรา สติ๊กเกอร์ ลวดลายยานพาหนะ ไปจนถึงลายพรางปืน ถึงแม้จะเปลี่ยนแพลตฟอร์มเล่นแต่ถ้าผูกลิงค์เชื่อมโยงบัญชีเอาไว้ของทุกอย่างก็จะติดตามเรามาสู่แพลตฟอร์มใหม่ด้วยเช่นกัน อย่างตัวผู้รีวิวเองที่เคยเล่นเกม MW2 บนเครื่อง PS5 แต่ดันได้โค้ดเกม MW3 เวอร์ชัน PC มา เมื่อทำการผูกบัญชีเสร็จสรรพก็จะได้รับของทั้งหมดที่เคยมีจากภาคเก่าทันที ยกเว้นเพียงแค่ของบางชิ้นที่เป็นไอเทมเอ็กคลูซีฟเช่น ตัวละครโอนิ ที่เลือกเล่นได้เฉพาะบนเพลย์สเตชันเท่านั้น กับแต้มเงิน COD Points ที่ไม่สามารถแชร์ข้ามไปมาระหว่างแพลตฟอร์มได้ ซึ่งถ้าหากคุณยังคงนั่งเล่นอยู่บนแพลตฟอร์มเดิมปัญหาเหล่านี้ก็จะไม่มี

ทางด้านโหมดการเล่นและแม็พแผนที่ 6v6 ในภาคนี้ก็จะผสมผสานทั้งของเก่าและของใหม่ ซึ่งแผนผังดีไซน์ของแม็พต่างๆค่อนข้างโฟลว์เล่นสนุกไหลลื่นกว่าภาคก่อนมาก โดยส่วนใหญ่จะเป็นด่านเก่าแก่ในตำนานจากภาค MW2 ต้นฉบับเมื่อปี 2009 ที่ถูกนำกลับมาปัดฝุ่นใหม่ให้แฟนๆหายคิดถึง แถมยังมีระบบให้เลือกโหวตแม็พก่อนเล่น ชาเลนจ์รายวันเก็บโบนัส Exp ก็ยังมีอยู่ เสริมด้วยชาเลนจ์รายสัปดาห์เล่นปลดล็อคของรางวัลพิเศษต่างๆ ส่วนเงื่อนไขลายพรางที่เคยกำหนดให้ต้องยิงไกลหรือ Longshot อันน่าเบื่อสุดแสนทรมาน ในภาคนี้ก็ถูกตัดทิ้งไปเปลี่ยนเอาเงื่อนไขใหม่ที่ดูสร้างสรรค์กว่าเข้ามาใส่แทน เรียกว่าทุกเรื่องที่แฟนๆเคยบ่นได้รับการปรับปรุงแก้ไขไปจนเกือบหมด

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้การเล่นมัลติเพลย์เยอร์จะค่อนข้างตอบโจทย์ แต่ทว่าโหมดซอมบี้กลับเดินหลงทางไปในทิศตรงกันข้าม เพราะมันแค่หยิบจับอสูรกายผีดิบมาใส่ลงไปในโหมด DMZ ภายในแม็พโอเพ่นเวิลด์อันกว้างใหญ่จะมีหลายภารกิจทั้งยิงผี ยิงมนุษย์ให้ได้เลือกทำมากมาย โดยระดับความยากของซอมบี้จะขึ้นอยู่กับวงที่เราอยู่ ถ้าเป็นวงนอกเริ่มต้นก็จะเจอซอมบี้เลเวล 1 ยิงหัวแปบเดียวตาย ถ้าถลำลึกเข้าไปถึงวงในสุดก็จะเจอแต่ซอมบี้ตัวโหดๆเลือดเยอะ เหมือนกับเป็นการบังคับกลายๆให้เราฟาร์มอัปเกรดปืน อัปเกราะ ดื่มน้ำอัดลมเอาสกิลให้พร้อมสรรพจากวงนอกไล่เข้ามาสู่วงในนั่นเอง ส่วนใครอยากจะมาฟาร์มแค่วงนอกแล้วถอนตัวออกไปก็ทำได้เช่นกัน โดยในแผนที่เราจะเห็นจุดเล็กๆสีน้ำเงินกระจัดกระจายอยู่ทั่วแม็พนั่นคือทีมปาร์ตี้ของผู้เล่นคนอื่น หากยิงกัน 3 คนเบื่อๆเหงาๆอยากจะไปจอยร่วมกับเขาก็ได้นะ ดูแล้วมันเหมือนเป็นโหมดซอมบี้ที่ทำมาเพื่อเน้นเฮฮายิงขำๆชิลๆซะมากกว่ามอบความสยดสยองน่ากลัวกดดันแบบภาคก่อนๆ และด้วยความที่แม็พมันเปิดกว้างปล่อยอิสระ ทำอะไรก็ได้ จะเดินไปไหนก็ได้ ไร้เป้าหมายหลักชี้ชัดเจาะจง ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับความสมัครใจ ดังนั้นถ้าหากใครไม่มีเพื่อนสนิทที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันคอยสื่อสารให้ความช่วยเหลืออยู่ข้างๆแล้วคิดจะกดเข้าเล่นโหมดนี้แบบแรนด้อม ก็จงเตรียมพร้อมรับความ ‘อีลุ่ยฉุยแฉก’ เละเทะสะเปะสะปะ เดี๋ยวคนนั้นไปทาง คนนี้ไปอีกทาง บ้างก็ยืนฟาร์มเฉยๆชวนปวดกบาลได้เลย

“ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน ทั้งด้านราคา ปริมาณเนื้อหา ความสดใหม่ และความคุ้มค่า Call of Duty Modern Warfare III ดูยังไงมันก็สอบตกในแทบทุกๆด้าน เท่าที่เห็นคงมีเพียงโหมดมัลติเพลย์เยอร์โหมดเดียวที่ยังพอรักษามาตรฐานเอาไว้ได้ ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่แฟนๆคอลออฟดิวตี้จะรู้สึกแอนตี้รังเกียจเดียดฉันท์มองมันเป็นภาคที่แย่เลวร้ายสุดในประวัติศาสตร์ แต่ถ้าลองเปิดใจให้กว้างมองคิดในมุมบวก มันก็คือ MW2 เวอร์ชันปรับปรุงแก้ไขใหม่ให้เล่นได้สนุกยิ่งขึ้นกว่าเก่าและน่าจะทำให้นิ้วของเหล่าคอยิงไม่ว่างไปได้อีกหนึ่งปี”

ข้อดี: คำสบถแปลไทยได้หยาบโลนโดนใจวัยรุ่น, โหมดเนื้อเรื่องถึงไม่อิมแพคเท่าไหร่ แต่ก็พอฆ่าเวลาได้, โหมดมัลติเพลย์เยอร์ยิงมันส์เล่นสนุกขึ้น, แม็พเยอะจุใจทั้งเก่า-ใหม่ดีไซน์ออกแบบมาดี, ไอเทม-ตัวละคร-ปืน-ของแต่งจากภาคก่อนถูกยกยอดย้ายมาหมด, มีชาเลนจ์รายสัปดาห์เพิ่มเข้ามาให้เคลียร์รับของรางวัล, เงื่อนไขปลดล็อคลายพรางที่สร้างสรรค์ปราศจาก Longshot และกราฟิกที่สวยงามไม่กินสเปคเครื่องมากนัก

ข้อเสีย: ความยาวแคมเปญสั้นสุดในประวัติศาสตร์ซีรีส์, ภารกิจอิสระ Open Combat Missions เหมือนของเสริมที่ถูกยัดใส่มาเติมให้เนื้อเรื่องมันเต็ม, โหมดซอมบี้ยิงผีฟาร์มเลเวลไปเรื่อยเปื่อยคล้าย DMZ, ด้วยความที่โหมดซอมบี้มันไร้จุดหมายเลยไม่อาจเล่นสุ่มจับคู่กับคนแปลกหน้าได้, ปืนสไนเล็งซูมช้าไปหน่อยจึงไม่ค่อยได้รับความนิยมในหมู่คนเล่น, ขาดความสดใหม่ระบบอะไรๆแทบไม่ต่างจากของเดิม, ตัวละครเลือดเยอะขึ้นแถมมีโล่ให้ใช้งานอาจสร้างปัญหาตามมาในอนาคต, อัปเดตแพทช์แต่ละครั้งผ่าน Battle.net เสียเวลานานโคตร, คุณภาพเกมโดยรวมเหมือนรีบเร่งผลิตออกมาขาย และราคาที่ตั้งสูงเกินกว่าเนื้อหาจนผู้เล่นถึงกับส่ายหน้า

ที่มา : mgronline

น่าสนใจ

Review: Sonic Superstars บอสเลือดหมี กับมณีซ่อนแอบ

แนวเกม แอ็คชันแ …

PHP Code Snippets Powered By : XYZScripts.com