วันอังคาร , 28 พฤษภาคม 2024

ย้อนรอยประวัติศาสตร์ “Call of Duty” ฉลองครบรอบ 20 ปี

มื่อวันที่ 29 ตุลาคม ที่ผ่านมา “Call of Duty” แฟรนไชส์เกม FPS ยอดนิยมระดับโลกมีอายุครบ 20 ปีเป็นที่เรียบร้อย เพื่อเฉลิมฉลองความยิ่งใหญ่ของแฟรนไชส์ เราจะพาผู้อ่านทุกท่านย้อนดูประวัติศาสตร์ตั้งแต่เกมภาคแรกจนถึงปัจจุบัน


“Call of Duty” (วางจำหน่าย 29 ตุลาคม 2003) ทีม Infinity Ward ซึ่งเป็นทีมผู้ก่อตั้งได้เริ่มสร้างเกมนี้เป็นภาคแรกในรูปแบบมุมมองบุคคลที่หนึ่งและบอกเล่าถึงเรื่องราวของสงครามโลกครั้งที่ 2 ภายในภารกิจแคมเปญ 24 ภารกิจ ผู้เล่นจะต่อสู้ในฐานะพลทหารมาร์ตินแห่งกองพลส่งทางอากาศที่ 101 ของประเทศสหรัฐอเมริกา สิบเอกอีวาน แห่งกองพลส่งทางอากาศที่ 6 ของประเทศอังกฤษ และอเล็กซ์ซี่ พลเมืองชาวรัสเซียที่ถูกเกณฑ์ทหารเพื่อยุทธการสตาลินกราด


“Call of Duty: United Offensive” (วางจำหน่าย 14 กันยายน 2004) และ “Call of Duty: Finest Hour” (วางจำหน่าย 16 พฤศจิกายน 2004) Call of Duty ได้กลับมาอีกครั้งและเปิดตัวเกมสองเกมก่อนจะเกิดอุตสาหกรรมเกมคอนโซล โดยเกมแรกที่เปิดตัวคือ Call of Duty: United Offensive ที่ประกอบด้วยระบบจัดอันดับที่ผู้เล่นสามารถสะสม XP เพื่อเลื่อนลำดับชั้นจากพลทหารไปเป็นจ่าหมวดและได้รับอาวุธกระสุนเพิ่มเติม ระเบิดและทักษะ เช่น สกิลการใช้ปืนใหญ่ เพื่อเป็นรางวัลแด่ความพยายามในเกมของพวกเขา

หลังจากนั้นสองเดือนถัดมาก็ได้มีการเปิดตัว Call of Duty: Finest Hour ที่มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับแนวหน้าทางฝั่งตะวันตก ตะวันออกและแอฟริกาเหนือและมีระบบ Multiplayer ที่รองรับผู้เล่นได้ถึง 32 คน และมีตัวละครหญิงคนแรก คือ ร้อยโทธัญญ่า พาเวลโนว่า


“Call of Duty 2” (วางจำหน่าย 25 ตุลาคม 2005) และ “Call of Duty 2: Big Red One” (วางจำหน่าย 1 พฤศจิกายน 2005) เป็นครั้งแรกที่มีระบบฮีลอัตมัติในเกมและมี ‘แพ็กแผนที่’ แบบ DLC ซึ่งเป็นคอลเลกชั่นใหม่ของแผนที่ Multiplayer นอกจากนี้ยังสร้างประสบการณ์แคมเปญและโหมดผู้เล่นหลายคนด้วยภารกิจและโหมดอื่น ๆ ที่เพิ่มมากขึ้นและเป็นจุดเริ่มต้นของสตูดิโอระดับตำนานอย่าง Treyarch ที่กำลังจะสร้างแฟรนไชส์ที่เป็นอัตลักษณ์คือ Black Ops


“Call of Duty 3” (วางจำหน่าย 7 พฤศจิกายน 2006) เป็นครั้งแรกที่โหมดผู้เล่นหลายคนสามารถเลือกคลาสได้ ก่อนที่ ‘ระบบการสร้างคลาส’ จะเป็นเอกลักษณ์ของแฟรนไชส์ ภาคนี้จะประกอบไปด้วยอาวุธพิเศษและความสามารถพิเศษต่าง ๆ เช่น การชุบชีวิตเพื่อนร่วมทีม (ที่มีผลต่อคะแนนรวมของทีม) การโยนกล่องอาวุธ ระเบิดควัน และสไนเปอร์ไรเฟิลที่ยิงอย่างเฉียบคม ระบบการสร้างคลาสจากเกมภาคนี้ก็ได้กลายเป็นระบบคลาสพื้นฐานในเกมยุคปัจจุบันอีกด้วย

“Call of Duty 4: Modern Warfare” (วางจำหน่าย 5 พฤศจิกายน 2007) หวนคืนสู่ความคลาสิคและเป็นจุดเริ่มต้นของ Modern Warfare ที่ทีมงานInfinity Ward ภูมิใจนำเสนอคุณสมบัติมากมาย เช่น หน่วยภารกิจพิเศษ 141 ระบบ Perk มีเพลงประกอบเกมเป็นครั้งแรก ระบบคลาส อาวุธแบบหรูหราอลังการ การตกแต่งอาวุธปืน และอื่น ๆ อีกมากมายที่จะนำมาใช้ใน Call of Duty เป็นการทั่วไป ซึ่งคุณสมบัติและรูปแบบต่าง ๆ ในเกมต่างได้รับเสียงตอบรับและคำชมเชยล้นหลามจากผู้เล่นจนได้รับรางวัล AIAS Game of the Year Award และเป็นครั้งแรกที่เกมในแฟรนไชส์เดียวกันได้รับรางวัลนี้ถึงสองครั้งด้วยกัน

Call of Duty: World at War (วางจำหน่าย 11 พฤศจิกายน 2008) โหมดซอมบี้เป็นหนึ่งในไม่กี่โหมดที่มีความพิเศษเฉพาะตัวในแฟรนไชส์นี้ สรุปโดยย่อคือ จะเป็นภาคที่มีอัลติมิทเวอร์ชั่นของเอ็ดเวิร์ด ริชโทเฟ่น, ทาเคโอะ มาซากิ, นิโคไล เบลินซกี้ และ แทงก์ เด็มซี่ และเพิ่มอาวุธและอุปกรณ์ รวมถึงทักษะใหม่ ๆ เช่น ปืนลำแสง ทักษะติดตัวที่สามารถดื่มน้ำอัดลมเพื่อเพิ่มพลัง การที่จับกลุ่มเล่นร่วมกันได้มากถึงสี่คนเป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของเควสลับพิเศษของ Call of Duty ที่รอให้ผู้เล่นมาค้นพบภายในเกม

Call of Duty: Modern Warfare 2 (วางจำหน่าย 10 พฤศจิกายน 2009) ในภาคนี้ผู้เล่นจะต้องป้องกันเมืองที่มีชื่อว่า เบอร์เกอร์ทาวน์ และเผชิญหน้ากับการทรยศก่อนที่จะต้องร่วมมือกันอีกครั้งกลายเป็นหน่วยรบเฉพาะกิจ 141 ที่จะต่อสู่กับผู้ก่อการร้ายระดับชาติ มีระบบSpecial Ops ที่ผู้เล่นสามารถเล่นด้วยกันได้สองคน เป็นสวรรค์ของการเล่นเกม FPS แบบรวดเร็วฉับไว และมีโหมดผู้เล่นหลายคนแบบใหม่ คือ 1v1 me on Rust และเป็นยุคทองของการเล็งยิงไรเฟิลด้วยการใช้ลูกเล่นในการยิง และ quickscoping และมี Killcams ให้ดูเมื่อจบการแข่งขัน


Call of Duty: Black Ops (วางจำหน่าย 9 พฤศจิกายน 2010) ภาคนี้จะพบกับซอมบี้ที่มีตัวละครที่เป็นนักการเมืองที่มีชื่อเสียงในเพนตากอนเข้ามาร่วมด้วยและถูกสร้างขึ้นมาโดยทีม Treyarch หลังจากภาค World at War มีเรื่องราวลึกลับหลายอย่างเกิดขึ้น อเล็กซ์ เมสัน กับแฟรงก์ วู้ด,เจสัน ฮัดต์สัน และโจเซฟ โบว์แมน จะต้องเผชิญหน้ากับอดีตและค้นพบการแก้แค้นของวิกเตอร์ เรซ์นอฟ และเรื่องราวสยองขวัญที่กำลังจะเกิดขึ้นในใจกลางของไซบีเรีย


Call of Duty: Modern Warfare 3 (วางจำหน่าย 8 พฤศจิกายน 2011) ในภาคนี้หน่วยภารกิจพิเศษ 141 จะมีเนื้อเรื่องหลักของตัวละครหลักถึงสามตัวละครด้วยกัน คือ โซป, นิโคไล และ ยูริ พร้อมทั้งพันธมิตรคนอื่น ๆ ที่จะต้องปฏิบัติภารกิจกอบกู้โลกจากการถูกทำลายล้าง เกมนี้ถูกสร้างขึ้นด้วยทีม Sledgehammer Games เป็นครั้งแรก พร้อมทั้งมีแพ็กเกจพิเศษต่าง ๆ ร้านค้าอาวุธพิเศษ ระบบการเล่นแบบเฟสออฟ (3v3) ระบบการพัฒนาประสิทธิภาพปืนที่กลายมาเป็นของแต่งปืนในปัจจุบัน หรือระบบแต้มต่อเนื่องในแพ็กสไตร์ค ที่กลายเป็นระบบแต้มสังหารในแบบปัจจุบัน และโหมดเอาชีวิตรอดรูปแบบใหม่


Call of Duty: Black Ops II (วางจำหน่าย 12 พฤศจิกายน 2012) ในภาคนี้จะมุ่งไปยังอนาคตปี 2025 ที่มีคุณสมบัติพิเศษคือ เนื้อเรื่องที่แตกแขนงที่ถ้าหากทำภารกิจแล้วตัวละครอาจจะเสียชีวิต จุดจบของเกมจะเปลี่ยนไปทันทีและการเล่นแบบทดลองได้ในภารกิจหน่วยโจมตี ทั้งมีระบบเกมจัดอันดับและมี Call of Duty Championship เป็นครั้งแรกอีกด้วย และมีแนวคิดระบบการพัฒนาระดับอาวุธ การตกแต่งอาวุธ รวมถึงซอมบี้รูปแบบใหม่จากตัวละครอย่าง มาลท่อน จอห์นสัน, มิสตี้ และหุ่นยนต์ขับรถบัสชื่อ T.E.D.D. และด่านแผนที่อย่าง Express, Hijacked, Slums, Standoff, Turbine, Grind และ Rush


Call of Duty: Ghosts (วางจำหน่าย 5 พฤศจิกายน 2013) เรื่องราวภายใต้หน้ากากของ ‘โกสต์’ ชายที่ชื่อว่า ‘โลแกน วอล์คเกอร์’ พร้อมหมาคู่ใจชื่อ ‘ไรลีย์’ นอกจากนี้โหมดผู้เล่นหลายคนยังสามารถชวนเพื่อนมาเล่นเป็นทีมเดียวกันได้แล้วในระบบทีมร่วมรบ ทั้งยังสามารถใช้ AI เล่นแทนตัวละครที่ไม่ต้องการเล่นได้ด้วย


Call of Duty: Advanced Warfare (วางจำหน่าย 4 พฤศจิกายน 2014) เป็นครั้งแรกที่ Sledgehammer Games ได้พาผู้เล่นลอยขึ้นจากพื้นละเข้าสู่ยุคของ เจ็ตแพ็ค ในจักรวาล Call of Duty ด้วยพลังการเคลื่อนที่ของ Exo, ผู้เล่นสามารถเป็น Jack Mitchell ในโหมดแคมเปญเพื่อโค่นล้มองค์กร Atlas และอัพเกรดชุดสูทด้วยเทคโนโลยีจากยุคปี 2054 ถึง 2061 รวมถึงเป็นต้นกำเนิดของการที่ผู้เล่นสามารถกด F เพื่อแสดงความเคารพได้

นอกจากนี้ในระบบมัลติเพลเยอร์ยังมีระบบ Weapon Variants ที่ทำให้ผู้เล่นสามารถปรับแต่งอาวุธได้มากขึ้น รวมถึงความสามารถ Exo Abilities ที่สามารถชาร์จและใช้ในการเพิ่มพลังในการเคลื่อที่และอาวุธซึ่งกลายมาเป็นระบบ Field Upgrade แบบที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ รวมถึงยังมีแผนที่ที่น่าจดจำใน เช่น Riot, Solar, Bio Lab, Detroit และ Retreat ซึ่งทั้งหมดกลายเป็นแผนที่สุดคลาสสิกที่มีความเข้มข้นอย่างมากในจักรวาล Call of Duty


Call of Duty: Black Ops III (วางจำหน่าย 6 พฤศจิกายน 2015) ยุคสมัยของ เจ็ตแพ็ค ในจักรวาล Call of Duty ยังคงต่อเนื่องมาจนถึงภาคนี้ เมื่อ Treyarch ได้นำพาผู้เล่นไปยังอนาคตที่ไกลมากยิ่งขึ้น โดยตัวเกมถูกกำหนดไว้ในช่วงปี 2065 ที่ผู้เล่นสามารถร่วมมือกับ Winslow Accord ในโหมดแคมเปญ หรือทำการฝึกซ้อมใน Free Run โหมดสปีดรันที่จะทดสอบความสามารถในการเคลื่อนที่ของผู้เล่นผ่านด่านทั้งสี่

ในภาคนี้ยังเป็นครั้งแรกในโหมดแคมเปญของ Call of Duty ที่ผู้เล่นสามารถเลือกตัวละครรวมถึงเพศได้ นอกจากนี้ยังมีการแนะนำ Specialists ที่จะมีภูมิหลังตัวละครเป็นของตัวเองซึ่งจะคล้าย ๆ กับ Operators ในทุกวันนี้ ส่วนโหมดซอมบี้

Call of Duty: Black Ops III ได้เริ่มต้นภาค Primis ในเนื้อเรื่องส่วนของ Aether Zombies รวมทั้งแนะนำประสบการณ์เพิ่มเติมใหม่ ๆ ให้กับจักรวาลซอมบี้ และภาคนี้ยังเป็นครั้งแรกที่ทีม Beenox ได้มอบการพัฒนาเกมที่ดียิ่งขึ้นให้กับจักรวาล Call of Duty

Call of Duty: Infinite Warfare (วางจำหน่าย 4 พฤศจิกายน 2016) ภาคสุดท้ายของยุคอนาคตที่ถูกวางไว้ในปี 2187 โหมดแคมเปญได้มีการปรากฏของตัวร้ายที่เป็นหนึ่งในตัวละครที่น่าจดจำที่สุดของแฟรนไชส์ รวมกับ Jackal ยานพาหนะที่สามารถปรับเปลี่ยนเพื่อการต่อสู้ ซึ่งมีโหมด VR เป็นของตัวเอง รวมถึงการผลักดันความยากระดับ #YOLO ที่สุดฮาร์ดคอร์ ซึ่งจะมอบประสบการณ์การเล่นที่ไม่เคยมีมาก่อนในยุคนั้น

ส่วนในโหมดซอมบี้ก็ได้มีสิ่งที่เรียกว่า ดวงและโชคชะตา (Fate and Fortune) พร้อมทั้งการต่อสู้ร่วมกับดาราแอ็คชั่นอย่าง Willard Wyler ที่ซึ่งทำให้ถูกเรียกว่าเป็นจุดนัดพบที่ลงตัวของ Call of Duty กับ Hollywood ที่มอบประสบการณ์ขนหัวลุกแปลกใหม่ให้กับเหล่าผู้เล่น

Call of Duty: WWII (วางจำหน่าย 3 พฤศจิกายน 2017) Sledgehammer Games นำเหล่าผู้เล่นกลับลงสู่ภาคพื้นดินในจุดเริ่มต้นอีกครั้งที่ สงครามโลกครั้งที่ 2 พร้อมการกลับมาของ Ronald ‘Red’ Daniels ผู้เล่นจะได้เข้าสู่สงครามไปพร้อม ๆ กับผู้ร่วมกองทัพที่จะคอยสนับสนุนผู้เล่นในด้านต่าง ๆ รวมทั้งการสำรวจ Headquarters ต่าง ๆ ในโหมดมัลติเพลเยอร์ นอกจากนี้ในภาคนี้ยังเป็นครั้งแรกที่มีกิจกรรมในรูปแบบของซีซั่นทั้ง Winter Siege, the Resistance, และแม้แต่ Shamrock & Awe

Call of Duty: Black Ops 4 (วางจำหน่าย 12 ตุลาคม 2018) ภาคนี้จะโฟกัสไปที่โหมดมัลติเพลเยอร์ และพยายามผลักดันการปรับแต่งอาวุธให้มีความหลาหลายมากยิ่งขึ้นด้วย Operator Mods เพื่อใช้ในการต่อสู้ข้ามแผนที่ต่าง ๆไม่ว่าจะเป็นใน Jungle, Slums และ Nuketown หรือในแผนที่ใหม่ ๆ อย่าง Arsenal, Hacienda, Contraband และ Seaside นอกจากนี้ Black Ops 4 ยังเป็นภาคแรกที่มอบประสบการณ์การเล่นแบบแบทเทิลรอยัลใน Blackout ที่มีแผนที่ที่ใหญ่ที่สุดในจักรวาล Call of Duty ที่สามารถจุผู้เล่นได้ถึง 100 คนต่อรอบ


Call of Duty: Mobile (วางจำหน่าย 1 ตุลาคม 2019) ในระหว่างที่ผู้เล่น PC และ Console รอเกมภาคใหม่ ผู้เล่นสามารถได้รับประสบการณ์ Call of Duty ในรูปแบบเกมพกพา ด้วยจำนวนดาวน์โหลดมากกว่า 270 ล้านครั้งในปีแรกของการเปิดตัว และได้รับรางวัลเกมมัลติเพลเยอร์บนมือถือยอดเยี่ยมแห่งปี ตัวเกมก็ประสพความสำเร็จอย่างต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้


Call of Duty: Modern Warfare (วางจำหน่าย 25 ตุลาคม 2019) และ Call of Duty: Warzone (2020)

Infinity Ward ได้ทำการรีบูต Modern Warfare โดยเล่าเรื่องของทีม Task Force 141 ใหม่อีกครั้ง ซึ่งเกมในภาคนี้มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการใหม่ทั้งระบบ photogrammetry และ ray-tracing ที่ทำให้การเล่นมีความสวยงามและสมจริงมากยิ่งขึ้น ส่วนในโหมดมัลติเพลเยอร์ได้มีการแนะนำ Operators ตัวละครที่ผู้เล่นสามารถนำมาเล่นได้ ซึ่งมีภูมิหลังและสกินสุดพิเศษต่าง ๆออกมาเรื่อย ๆ รวมถึงในโหมด Ground War ที่ขยายขอบเขตการต่อสู้เป็น 32v32 ที่ยิ่งใหญ่มากกว่าเดิม
นอกจากนี้ยังได้มีการเพิ่ม Field Upgrades และ Gunsmith รวมไปถึง Weapon Blueprints ที่ช่วยเพิ่มความหลากหลายให้การปรับแต่งอาวุธของผู้เล่นภายในเกมต่าง ๆ มากมาย รวมถึง Battle Pass การเล่นและความก้าวหน้าแบบ cross-platform และ Call of Duty League สำหรับผู้เล่นที่ชอบการแข่งขัน

และแน่นอนใน Call of Duty: Warzone เกมฟรีที่ผู้เล่นทุกคนจะได้รับประสบการณ์การเล่นแบบออนไลน์ครั้งยิ่งใหญ่ที่ทำลายสถิติของแฟรนไชส์ที่มีผู้เล่นรวมกว่า 125 ล้านคนภายใน 1 ปี ซึ่งตัวเกมจะประกอบไปด้วยแผนที่ที่ทุกคนชื่นชอบอย่าง Verdansk และจุดลงที่ชื่นชอบอีกมากมาย รวมทั้งการปรากฏตัวของโอเปอเรเตอร์และอีเว้นท์ที่น่าจดจำอีกมากมายทั้ง the Stadium และ The Haunting


Call of Duty: Black Ops Cold War (วางจำหน่าย 13 พฤศจิกายน 2020) ภาคนี้จะนำโดย Pawn Takes Pawn โหมดแคมเปญของ Black Ops Cold War ที่พัฒนาโดย Raven Software ซึ่งจะเปลี่ยนโทนของเกมไปอย่างสิ้นเชิง ผู้เล่นจะได้พบกับ Bell ที่มีภูมิหลังต่างจากคนอื่นที่แล้วมา รวมถึงการสามารถเลือกไม่ระบุให้กับตัวละครได้ รวมทั้งยังสามารถย้ายความก้าวหน้าจากเกมภาคก่อน ๆ มายังเกมในภาคนี้ได้อีกด้วย และภาคนี้ยังเป็นภาคที่ต่อเนื่องมาจากการเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปีของ Activison ซึ่งมีของรางวัลแจกมากมาย

Call of Duty: Vanguard (วางจำหน่าย 5 พฤศจิกายน 2021) เนื้อเรื่องเริ่มขึ้นในห้าปีหลังจากจบสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งทาง Sledgehammer Games ได้กล่าวเอาไว้ว่านี่จะเป็นประสบการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 ในรูปแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ผู้เล่นสามารถเปลี่ยนประวัตศาสตร์ได้ในโหมดแคมเปญไปพร้อม ๆ กับทีม Special Operations Task Force นอกจากนี้ในโหมดมัลติเพลเยอร์ยังมี Ranked Play ที่กลายมาเป็นโหมดหลักในการเล่นแบบเข่งขันต่อไปในอนาคต

Call of Duty: Modern Warfare II (วางจำหน่าย 28 ตุลาคม 2022) ในภาคต่อของซีรีย์ Modern Warfare ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งใหม่ ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Campaign Early Access ที่ผู้เล่นสามารถเล่นโหมดแคมเปญได้ก่อนใครถึงหนึ่งสัปดาห์ รวมทั้งโหมดใหม่ ๆ ในมัลติเพลเยอร์อย่าง Knockout และ Prisoner Rescue

สำหรับผู้เล่นที่อยากสัมผัสเรื่องราวของจักรวาล Modern Warfare ก่อนที่จะไปสู่ Modern Warfare III สามารถติดตามเนื้อเรื่องโดยเรื่องตามลำดับดังนี้:

  • Campaign (Modern Warfare [2019])
  • Special Ops (Modern Warfare)
  • Campaign (Modern Warfare II)
  • RAID Episodes (Modern Warfare II)
  • DMZ (Modern Warfare II)

จักรวาล Call of Duty ยังคงดำเนินต่อไปพร้อมกับการเปิดตัวของ Modern Warfare III ในวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ และหลังจากนั้นไม่กี่เดือนในปี 2024 เตรียมตัวพบกับเกมที่ผู้เล่นต่างเฝ้ารอสมัครเข้าเล่นกว่า 45 ล้านคน อย่าง Call of Duty: WarzoneMobile ที่ซึ่งผู้เล่นจะได้ร่วมรบกับเพื่อน ๆ ในแผนที่ที่คุ้นเคยในรูปแบบใหม่ พร้อมทั้งระบบความก้าวหน้าแบบต่อเนื่องจาก Modern Warfare III และ Call of Duty: Warzone

ที่มา : mgronline

น่าสนใจ

“มาม่า” ผลักดันนักกีฬาหน้าใหม่สู่วงการอีสปอร์ต

“มาม่า” ผลักดัน …

PHP Code Snippets Powered By : XYZScripts.com