สำหรับ Resident Evil Requiem ภาคต่อของเกมสยองขวัญระดับตำนานที่พาคนเล่นหวนคืนสู่เมือง Raccoon City อีกครั้ง แต่การกลับมาในครั้งนี้มันจะยอดเยี่ยมสมการรอคอยหรือเปล่า ติดตามอ่านกันได้ในบทความรีวิวนี้เลย
Story | ภวังค์สยองห้วงทำนองจำลา

ช่วงตุลาคมปี 2026 Grace Ashcroft เจ้าหน้าที่วิเคราะห์สังกัด FBI กำลังสืบคดีการเสียชีวิตอย่างปริศนาของคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งผู้เสียชีวิตทุกรายต่างแสดงอาการเดียวกัน นั่นคือรอยช้ำสีดำตามผิวหนัง ที่ ณ เวลานี้ก็นับเป็นศพที่ 6 และพวกเขาทุกคนคือผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ Raccoon City เมื่อ 28 ปีก่อน
Grace ถูกมอบหมายให้สำรวจข้อมูลจากที่เกิดเหตุล่าสุด ซึ่งนั่นคือ โรงแรม Wrenwood ที่นับเป็นต้นตอฝันร้ายของเธอ เพราะนี่คือที่ ๆ Alyssa Ashcroft หรือแม่ของเธอถูกฆาตรกรรม ทำให้ Grace ต้องกลับมาเผชิญอดีตที่เธอกลัวที่สุด และมันก็ทำให้เธอต้องเจอกับความน่ากลัวที่ยิ่งกว่านั้น
แต่ในขณะเดียวกัน Leon S. Kennedy เจ้าหน้าที่ DSO ก็กำลังตามสืบเรื่องนี้ และโชคร้ายที่เขาเองก็เริ่มแสดงอาการเดียวกัน เพราะเขาก็คือผู้รอดชีวิตจาก Raccoon City… นั่นแปลว่า เวลาของเขากำลังจะหมดลงแล้ว
การหวนคืนสู่ Raccoon City ที่ดูฝืนเกร็ง

เนื้อเรื่องของ Requiem เป็นเหมือนการหาเหตุผลให้เรากลับมาที่เมืองผีดิบนรกแตกอีกครั้ง โดยส่วนตัวแล้ว ผู้เขียนมองว่า หากทีมงานต้องการจะทำแบบนี้ มันก็น่าจะทำมาตั้งนานแล้ว ตัวอย่างเช่นในภาค 6 หากเนื้อหามันไม่ได้ออกมาอย่างที่เป็น แต่มีเนื้อหาแบบเดียวกับภาค Requiem แทน แล้วปิดฉากตำนาน Raccoon City ไปตั้งแต่ตอนนั้นเลย มันก็น่าจะออกมาดูดีกว่า
แต่พอมาสรุปตำนาน Raccoon City กันที่ภาค 9 มันจึงให้ความรู้สึกว่า อะไรแบบนี้มันเกิดขึ้นช้าเกินไป เพราะเรื่องราวใน Resident Evil ภาคหลัง ๆ มา มันได้พาเนื้อเรื่องไปไกลโขกว่านั้นเยอะ มีทั้งเชื้อใหม่และตัวร้ายใหม่
เนื้อหาในภาคนี้ก็เลยเป็นเหมือนการเขียนเรื่องแทรกแบบยัด ๆ แค่เพราะอยากให้เรากลับมาที่เมืองแห่งนี้ ทำให้เนื้อเรื่องมันดูมีความฝืนไปหน่อย
แต่ก็ใช่ว่ามันจะไม่ดี เพราะถ้ามองในมุมของการพยายามขมวดปม ปิดฉากเรื่องราวของเมืองนี้ให้สมบูรณ์ ก็ถือว่าเขาทำได้ไม่เลว เพราะมันก็มีหลายช่วงที่น่าสนใจใช้ได้
ปิดฉากเรื่องราวของเมืองผีดิบนรกคลั่งได้อย่างสมบูรณ์

เชื้อใหม่ในภาคนี้มันเป็นอะไรที่พัฒนาขึ้นมาจากเชื้อเดิม แต่ทำให้มันมีเป้าหมายมากขึ้น แถมมีฉาก มีจังหวะ ที่ทำให้เราช็อคได้เหมือนกัน และที่สำคัญ ถ้าคุณเคยเล่นมาตั้งแต่ภาค 1 รีเมค นี่จะเป็นภาคที่แอบแฟนเซอร์วิสระดับนึงเลย
ที่ไม่น่าเชื่อคือ การเขียนเรื่องในภาคนี้ มันทำให้เนื้อเรื่องในภาค 6 มีเหตุผลยิ่งกว่าเดิม เรียกได้ว่า อะไรที่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับอัมเบรล่า จะถูกขมวดปมและปิดฉากอย่างแท้จริง
ถึงเรื่องมันจะดูฝืน ๆ ไปบ้าง แต่โดยรวมก็ถือว่าดี ถ้าจะมีปัญหาอีกอย่างก็จะเป็นเรื่องของ plot hole ที่มีให้เห็นเพียบ ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของแฟรนไชส์ Resident Evil ที่พบเจอได้ตลอด
ผู้เขียนจะไม่สปอยล์ว่ามันมีจุดไหนบ้าง แต่ขอบอกเลยว่า ใครที่รู้สึกจริงจังกับเรื่อง plot hole คุณก็จะรู้สึกแปลกเวลาเล่นเกมนี้อยู่เรื่อย ๆ เพราะงั้น ก็ต้องพยายามเล่นแบบปล่อยใจ.. แต่บางทีมันก็แปลกซะจนปล่อยไม่ได้จริง ๆ
Presentation | ที่สุดของการยกระดับงานภาพและเสียง

ยิ่งออกภาคใหม่ ภาพก็ยิ่งสวยขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากเทคโนโลยีกราฟิก ที่พัฒนาขึ้นทุกภาค งานอาร์ทของภาคนี้ ก็เรียกได้ว่า เกินเส้นของ “การรักษามาตรฐาน” ไปไกลเลย
ฉาก รายละเอียด และข้าวของเครื่องใช้ ทุกอย่างมีรายละเอียดสูงจริง ไม่ว่าคุณจะเล่นด้วยมุม 3rd person ข้ามหัวไหล่ หรือว่า 1st person มองใกล้ ๆ มันก็ดูดีทุกระยะ ฉากมันออกมาสวยมากจนแปลกใจว่า เกมนี้ ไม่มี Photo mode ได้อย่างไร
การดีไซน์เสียง เสียงโหยหวนของศัตรู เสียงที่พวกมันกำลังเดินอยู่ในฉาก มันแสดงให้เห็นเลยว่า ทีมเสียงของภาคนี้น่าจะงานหนักเอาเรื่อง เพราะมันละเอียดจริง ๆ
แล้วก็ไม่นึกไม่ฝันเหมือนกันว่า Resident Evil จะทำเสียงปืนได้สะใจและสมจริงขนาดนี้ ยังไม่ต้องพูดถึงปืนแม็กนั่ม Requiem แค่ปืนพกธรรมดา มันจะมีความลั่น ตามระดับของสภาพแวดล้อม ที่ให้ความรู้สึกเหมือนปืนจริง ๆ
ทุกรายละเอียดผ่านการออกแบบอย่างใส่ใจ

Animation ของตัวละครเราก็ละเอียดยิ่งกว่าในภาค 4 Remake อย่างในจังหวะที่เราเพิ่งผลักซอมบี้ หรือว่าเพิ่งเสียหลัก Leon จะชักปืนแบบมือเดียว หรือถ้าเป็นปืนยาวก็จะเล็งจากช่วงเอว
ส่วน Grace ก็มีอนิเมชั่นละเอียดไม่แพ้กัน ที่ผู้เขียนต้องแนะนำเลยว่า ควรจะลองเล่น Grace ในมุม 3rd person เพราะเธอจะมีรายละเอียดเล็ก ๆ ที่คุณไม่ได้เห็นในมุม 1st และใครที่เป็นสายบ้าปืน ก็น่าจะชอบอนิเมชั่นรีโหลดของภาคนี้ แถมทั้งสองตัวละครจะเช็คกระสุน ในจังหวะที่เรากดรีโหลด ตอนที่ปืนกระสุนเต็ม ปืนแต่ละแบบก็จะเช็คกระสุนไม่เหมือนกัน ดูแล้วก็เท่ใช้ได้เลย
อย่างนึงที่ทำให้ผู้เขียนอึ้งกับภาคนี้ นั่นคือความเสียหายบนตัวศัตรู มันโหดแบบที่ RE ไม่เคยโหดขนาดนี้ ยิงหัวซอมบี้โดนช่วงหัว กระโหลกก็เปิดเห็นสมอง โดนตา ตาถลน โดนปาก กรามหลุด ยิ่งในจังหวะที่ซอมบี้หัวแตกเลือดพุ่ง หรือตัวระเบิดทั้งตัว เลือดมันจะสาดกระจายเลอะขึ้นไปถึงเพดาน และทุกจังหวะไม่มีสคริปท์ เล่นแต่ละที เลอะไม่เหมือนกันซักที นึกไม่ถึงว่าเขาจะใส่ใจกับความเลือดสาดขนาดนี้
มุมมองใหม่ ๆ ของ Raccoon City ที่เราไม่เคยเห็น

ในช่วงที่เราได้กลับไปที่เมืองนี้ คุณจะได้เห็นอีกมุมมองใหม่ ๆ ได้สำรวจพื้นที่ใหม่ที่มันใหญ่เอาเรื่อง ได้เห็นซากของเหตุการณ์ตอนนั้น ว่าประชาชนพยายามเอาตัวรอดยังไง ที่มันทั้งดูเศร้า ทั้งน่าสนใจ เสียดายที่เราไม่ได้เห็นมันในแบบปี 1998 แต่ได้เห็นแต่เวอร์ชั่น 2026 ที่โดนนิวเคลียร์ไปแล้ว
แต่ตรงนี้มันก็ทำให้ผู้เขียนแอบรู้สึกแปลก ๆ เหมือนกันที่เขาทิ้งภาคสมัย PS1 ไปหมดเลย เพราะว่าในภาค 9 นี้ ทั้งเมือง กับ สน. RPD ก็เป็นเวอร์ชันที่อิงจากภาค 2 Remake ทำให้บรรดาเกมเวอร์ชัน Original กลายเป็นอะไรที่ถูกลืมไป ซึ่งมันดูแปลกมาก กลายเป็นว่าถ้าจะนับภาคหลัก ตอนนี้ต้องเริ่มจาก ภาค 0 แล้วมาที่ ภาค 1 รีเมค ไล่ไปถึง ภาค 4 รีเมค
ว่าด้วยเรื่องคอนเทนต์ในภาคนี้

ในด้านคอนเทนต์ ณ เวลานี้ยังไม่มีโหมดพิเศษ มีแต่เนื้อเรื่องหลักอย่างเดียว ที่ก็ยังทำได้เหมือนภาคก่อน ๆ คือการทำ Challenge เก็บแต้ม CP เพื่อเอาไปปลดไอเทม ปลดของพิเศษมาใช้ในเนื้อเรื่อง และก็มีโหมดความยากพิเศษ หลังจากที่เราจบเกมไปรอบนึง ถึงจะมีแค่นี้ แต่ถ้าคุณชอบเล่นซ้ำ อยากปลดของพิเศษมาเล่น ก็ต้องมี 50 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ
โหมดเนื้อเรื่องใช้เวลาประมาณ ภาค 4 รีเมค คือ 10-15 ชั่วโมง แต่ถ้าจะปลดทุกอย่าง เล่นโหมดความยากพิเศษ คุณจะได้ใช้เวลาเยอะกว่านั้นแน่ ๆ ยิ่งถ้ามีโหมดพิเศษในอนาคต ก็คงได้อีกยาว ๆ เลย ซึ่งคิดว่ายังไงก็มาแน่นอน ยิ่งด้วยเกมการเล่น ไม่มีคงเสียดายแย่
ติดอยู่เรื่องหนึ่งที่ผู้เขียนไม่ชอบในภาคนี้ คือถ้าคุณจบเกมไปหนึ่งรอบ คุณจะไม่ได้เล่นแบบรอบแรกอีกเลย ต่อให้คุณกด New Game ใหม่ ตัวเกมก็จะบังคับให้เล่นแบบ New Game+ ที่ดีไซน์และการนำเสนอ จะต่างกับรอบแรก
ดังนั้น ถ้าใครอยากคงประสบการณ์รอบแรกเอาไว้ เซฟแยกไว้หนึ่งเซฟ แล้วเก็บเซฟนั้นตลอดไป เพราะเซฟนั้น จะเป็นทางเดียว ที่ทำให้คุณได้สัมผัสประสบการณ์แบบรอบแรก
Gameplay | เกมการเล่น 2 สไตล์ที่มีเอกลักษณ์ชัดเจนทั้งคู่

ก่อนอื่น ถ้าใครสงสัยว่าเราจะได้เล่นใครมากกว่ากัน ผู้เขียนสามารถบอกได้เลยว่า จะได้เล่นทั้งคู่แบบ 50-50
ในช่วงแรก เราอาจจะได้เล่น Grace มากกว่า แล้วจะมีช่วงที่เป็น Leon นิดหน่อย แต่ในช่วงครึ่งหลัง จะสลับกัน กลายเป็นเล่น Leon แทบจะ 80% ของครึ่งหลัง แล้วมี Grace แทรกเข้ามานิดหน่อย รวม ๆ ก็คือแบ่งกัน 50-50
2 ตัวละคร 2 สไตล์การเล่น… Grace จะเป็น Survival-Horror แบบภาค 2 Remake ส่วน ลีออน จะเป็น Action-horror แบบภาค 4 Remake
คนหนึ่งทำยังไงก็ได้ ขอให้รอด ส่วนอีกคนนึง มากี่ตัวก็ได้ ตบได้หมด ดูเผิน ๆ มันอาจจะแปลก แต่เขาก็สามารถหาจุดที่ลงตัวได้แจ๋วมาก
ในการเล่น Grace เกมจะแนะนำให้เล่นแบบ 1st person ส่วน Leon จะแนะนำให้เล่นแบบ 3rd person แต่คุณจะปรับยังไงก็ได้ การควบคุมโดยรวม จะให้ความรู้สึกที่สมจริงขึ้น การหันในมุม 1st person มือจะไม่ไปตามกล้อง ให้ความรู้สึกเหมือนกล้องที่อยู่บนหัวตัวละครจริง ๆ ส่วนการเล่นในมุม 3rd person การขยับของตัวละครจะมีน้ำหนัก มีดีเลย์มากกว่าในภาค 4 รีเมค อย่างในจังหวะที่เราเปลี่ยนทิศทางระหว่างวิ่ง ตัวละครเราจะเบรคแบบชัดเจนมาก
แอ็กชันที่ดุเดือดสมใจของเกมเพลย์ Leon

ในการเล่นเป็น Leon ถ้าใครเคยเล่นภาค 4 Remake คุณก็จะเล่นเป็นทันที แต่เราจะโหดขึ้น การเตะศัตรู ถ้าเราอยู่ใกล้อะไร Leon ก็จะเผด็จศึกตัวนั้นกับสภาพแวดล้อม และบางช่วงเราเอาอาวุธของศัตรูมาใช้ได้ ไม้ที่หลุดจากมือศัตรู ก็สามารถกลายเป็นวัตถุเขวี้ยงลึกลับ
ในส่วนของการ parry ถ้าหากว่าคุณกดติด perfect parry คราวนี้ศัตรูจะเปิดช่องให้เราสับหัวทันที คือมันจะกดยากกว่าในภาค 4 remake แต่ก็พอเข้าใจว่าทำไม เพราะในภาค 4 มันแค่เปิดช่องให้เตะ แต่ภาคนี้มันเปิดช่องให้ kill เลย
แล้วเราเทพกว่าเดิมตรงที่ว่า ในจังหวะ parry ธรรมดา ถ้าในจังหวะนั้นมีการโจมตีมากกว่า 1 ดอก เราก็ parry อันอื่นไปด้วย ในภาค 4 remake ถ้ามีอย่างอื่นซ้อนเข้ามาก็ต้องกดอีกที
อีกอย่างที่ทำออกมาได้เท่มากก็คือการเผด็จศึกศัตรูด้วยปืน หากเราอยู่ใกล้ศัตรูแล้วยิงปืนใส่ และกระสันนัดนั้นมันแรงพอที่จะฆ่าศัตรูได้ Leon จะเอาปืนนั้นไปใช้เผด็จศึกศัตรูแบบเท่ ๆ
ถึงแม้มันจะเป็นกิมมิคเอาเท่เฉย ๆ แต่มันก็ให้ความรู้สึกที่ดีมาก
ความสยองแบบเพียว ๆ ที่ถ่ายทอดผ่าน Grace

ส่วนในมุมของ Grace จะเป็นเกมการเล่นแบบ RE2 remake วิ่งหลบอย่างเดียว โดนจับก็ต้องใช้มีด ส่วนการกด counter แต่ละครั้งก็จะทำมีดพังได้ แต่ที่หลายคนต้องหงุดหงิดแน่นอนเวลาเล่นเป็น Grace ก็คือ เธอจะวิ่งช้าสุด ๆ ช้าจนทำให้สงสัยว่าน้องอยากรอดจริง ๆ ใช่ไหม แต่นี่ก็เป็นเรื่องปกติของเกม Survival-horror คือมันจะต้องมีความไม่เมคเซนส์บางอย่างเพื่อสร้างความระทึก
อย่างนึงที่ดูเหมือนจะเป็นข้อเสียในภาคนี้ คือชนิดของศัตรูที่ไม่เยอะเท่าไหร่ ถ้าไม่นับบอส อัตราส่วนกว่า 80% ของทั้งเกมก็จะมีแต่ซอมบี้ แต่มันลงตัวตรงที่ว่า ภาคนี้เขาต้องวางสมดุลให้ 2 ตัวละคร ได้ประสบการณ์คนละแบบ แม้จะเป็นศัตรูชนิดเดียวกัน แต่ความรู้สึกและบรรยากาศเวลาเผชิญกับศัตรูตัวกล่าวจะมีความแตกต่างกันชัดเจนระหว่าง Leon และ Grace
อย่างในช่วงที่เล่นเป็น Grace เราต้องบริหารทางเลือก จะย่องผ่านตรงไหน จะกำจัดตัวอะไร เซฟกระสุน เซฟไอเทมเพื่อจังหวะไหน และในช่วงนึง ซอมบี้ที่เราฆ่าไปแล้วอาจจะลุกมาอีกรอบเป็น Blister head ซึ่งนี่คือระบบเดียวกับภาค 1 รีเมค ที่ซอมบี้อาจจะลุกขึ้นมาเป็น Crimson head เวอร์ชันที่ดุกว่าเดิม เร็วกว่าเดิม ทำให้เราต้องบริหารทรัพยากรในการคราฟต์เข็ม Hemolytic injector เพราะในการจัดการ Blister head ถ้าไม่ใช่แม็กนั่มที่ Leon ให้มาก็ต้องใช้ยาอันนี้

อาวุธธรรมดาไม่มีทางฆ่ามันได้ นี่คือรสชาติของการเอาตัวรอด การบริหารทางเลือก แบบที่เราเคยทำตั้งแต่ภาค 1 รีเมค
แต่พอสลับมาเป็น Leon เจอ Blister head ยิงขา เตะกลิ้ง แล้วเฉาะด้วยขวานได้เลยทีเดียวจบ ดูเหมือนจะง่าย แต่ประมาทก็ไม่ได้ เพราะพวกนี้จะมีท่า one shot kill แถมจังหวะที่เรา parry มันได้ มันก็กินพลังขวานเยอะมาก ทำให้เราต้องเผื่อจังหวะในการลับขวาน ถ้าขวานไม่ได้ลับ ก็ป้องกันตัวไม่ได้ ดังนั้น ในมุมของ Leon จะเป็นช่วงที่เราต้องใช้ทักษะเกมแอ็กชั่น
เรียนรู้จังหวะในการ Parry เลือกยิงตรงไหน ยิงตัวอะไรก่อน แล้วเผื่อจังหวะลับขวาน แถมในช่วงของลีออน เราจะได้เจอศัตรูเยอะกว่า นี่คือจุดลงตัวมาก อุปสรรคเดียวกัน แต่ประสบการณ์ระหว่าง 2 ตัวละคร ไม่เหมือนกันเลย
ซอมบี้ที่มีเอกลักษณ์กว่าครั้งไหน ๆ

ถึงภาคนี้จะมีแต่ซอมบี้ แต่มันก็เป็นซอมบี้ที่ไม่เหมือนเกมไหน นี่คือซอมบี้ที่ยังมีความเป็นมนุษย์ มีลักษณะนิสัยก่อนที่จะติดเชื้อ และมันทำให้ซอมบี้แต่ละตัวมีลักษณะนิสัยเฉพาะของตัวเอง แล้วเราก็จะสามารถหาทางในการรับมือกับซอมบี้แต่ละตัวได้ตามนิสัยของมัน
อย่างซอมบี้ที่ชอบปิดไฟ ถ้าเราไม่อยากเสียกระสุน เราก็แค่ไปเปิดไฟล่อให้ไปอยู่ที่อื่น
ด้วยความที่มันมีคาแร็คเตอร์ มีรูปแบบเฉพาะ นี่เลยเป็นซอมบี้ในแบบที่น้อยครั้งจะได้เห็น และนอกจากดีไซน์ซอมบี้จะดีมาก การสร้างฉาก การวางอุปสรรคในแต่ละที่ เขาก็ทำได้น่ากลัวจริง ๆ
ความท้าทายที่แตกต่างกันไปคนละแบบระหว่าง 2 ตัวละคร

รูปแบบการเล่นของ 2 ตัวละคร ก็ถูกดีไซน์มาดีมาก อย่าง Grace เธอจะต้องเก็บเลือดตามฉากหรือจากศัตรู เพื่อใช้ในการคราฟต์ไอเทม และไอเทมบางอย่างก็สามารถแปรรูปเปลี่ยนให้มันเป็นอย่างอื่น
มีดป้องกันตัวจะต้องใช้เศษเล็ก 2 ชิ้นในการคราฟ แต่คุณสามารถบดมีดให้มันกลายเป็นเศษเหล็ก 1 ชิ้น ดังนั้น ในจังหวะที่มีดใกล้จะพัง และคุณไปเจอเศษเหล็กอีกอัน จะลองบดมีดอันเดิม ผสมกับเศษเหล็กอันใหม่ เพื่อสร้างมีดใหม่จะคุ้มหรือเปล่า?
หรือบดมีดอันนั้นแล้วเอาเศษเหล็กผสมกับเลือด 60 หน่วย คุณจะได้ Hemolytic injector ที่เอาไว้ลอบฆ่า หรือปราบศัตรูระดับสูง แต่อย่าลืมว่าถ้า Grace ไม่มีมีด เธอจะป้องกันตัวไม่ได้ หากโดนจับก็จะโดนดาเมจเต็ม ๆ หรืออาจจะตายไปเลย
และในระดับความยาก Standard Classic หรือว่า Insanity ที่ปลดมาหลังจบเกม เราจะต้องเซฟเกมด้วย Ink ribbon เหมือนกับในภาคยุคเก่า และเกมจะแทบไม่มี Checkpoint หมายความว่าตายทีก็คือ เริ่มเซฟล่าสุด
แต่หมึกเซฟบางทีก็มาเป็นตลับเปล่า คุณต้องเอามาผสมกับเลือดเพื่อคราฟต์ให้เป็นหมึกเซฟ นั่นแปลว่า คุณต้องยอมเสียทรัพยากรในการคราฟต์ เพื่อที่จะเซฟเกม เพราะถ้าตาย เริ่มใหม่ไกลสุด ๆ นี่เป็นรสชาติดั้งเดิมของ Resident Evil ที่เอามาดัดแปลงได้ดีมาก
แต่ในมุมของ Leon ในช่วงนึงเราจะเริ่มได้แต้มจากการฆ่าศัตรู ซึ่งนั่นก็คือเงิน คุณจะเอาไปซื้ออาวุธอะไรบ้าง อัปเกรดอะไรก่อน หรือจะเก็บไว้เพื่อของที่เราอยากได้ มันก็เป็นประสบการณ์แบบภาค 4 แต่แทนที่เราจะวิ่งหาสมบัติ คราวนี้ เราจะเน้นการปะทะศัตรู ยิ่งฆ่าเยอะเท่าไหร่ก็ยิ่งดี

ในขณะที่ Grace จะเอาตัวรอดอย่างเดียว หลบได้หลบ ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องฆ่า ส่วน Leon คือฆ่าให้เรียบ ยิ่งฆ่าก็ยิ่งเก่ง และในช่วงที่เราเล่นเป็น Grace ก่อนแล้ว Leon ค่อยตามมา มันจะใช้หลักการณ์แบบ ภาค 2 ต้นฉบับ
ศัตรู ไอเทม หรืออะไรก็ตามที่ Grace ทิ้งเอาไว้ Leon ก็จะได้เจอแบบนั้น ทำให้มันเป็นความคาบเกี่ยวกันที่ดูดีมาก
โดยรวมแล้ว นี่คือประสบการณ์ Resident Evil ที่ยอดเยี่ยม ประสบการณ์ของทั้ง 2 ตัวละครคือความเป็น Survival-horror และ Action-horror ที่ลงตัวสุด ๆ ใครไม่ใส่ใจปัญหาจุกจิก ก็คงแฮปปี้แน่นอน
Performance | ประสิทธิภาพที่ผ่านการขัดเกลามาอย่างดี

สำหรับรีวิวตัวนี้ ผู้เขียนเล่นบน PlayStation 5 และก็ PlayStation 5 Pro แต่ถึงจะเป็น PS5 ธรรมดา เขาก็ยังรักษามาตรฐานได้เหมือนภาค 4 รีเมค แถมในภาคนี้มันมีฉากที่ใหญ่ยิ่งกว่าเดิม แต่ประสิทธิภาพโดยรวมก็ยังลื่นไหลดีมาก
แม้ว่ารายละเอียดกราฟิกบางจังหวะก็มีปัญหา artifact เห็นรอยยุกยิก ๆ แบบที่เราเห็นกันมาตั้งแต่ภาค 7 แต่โดยรวม ทั้งระบบแสงเงาที่ดีกว่าเดิมมาก ทั้งรายละเอียดฉากที่เยอะกว่าเดิม แต่ยังคงประสิทธิภาพได้อย่างนี้ ก็ถือว่าดีแล้ว
ดังนั้น ถ้าคุณมีแต่ PS5 ธรรมดาไม่มีเครื่อง Pro ตัวแรง คุณก็สามารถเล่นเครื่องธรรมดาได้แบบไม่มีปัญหาเลย แต่ถ้าคุณเงินถุงเงินถัง บน PS5 Pro จะสามารถเปิดประสบการณ์ Ray tracing ที่วัตถุแต่ละอย่างจะมีการสะท้อน ได้เห็นรายละเอียดบางอย่าง ที่เครื่องธรรมดาไม่ได้เห็น

แถมความละเอียดภาพก็จะสูงกว่าตัวธรรมดา ที่เห็นต่างกันชัด ๆ เลยก็คือเส้นผมตัวละครของเครื่อง Pro จะดูชัดกว่า แต่ถ้าใครไม่ใส่ใจอะไรมาก เล่นบน PS5 ธรรมดาก็ถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว
ปัญหาในด้านประสิทธิภาพ ผู้เขียนได้ประสบพบเจอแค่จังหวะเดียว คือในช่วงเปิดกว้างที่เล่นเป็น Leon มัจะมีช่วงนึงที่พอเดินข้ามฉาก แล้วเฟรมเรทจะร่วงไปซักพักนึง เหมือนเกมกำลังโหลดฉาก ทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่เป็นเลย แต่ลองปิดเกมเปิดใหม่ก็ไม่เป็นอีก
และก็มีบั๊คที่ตลกดี คือจังหวะที่เราเพิ่งซื้อของเสร็จ พอกลับออกมา ฟิสิกส์ของสายสะพานปืนยาวมันจะมีปฏิกิริยาแปลก ๆ กลายเป็นเส้นอะไรก็ไม่รู้ทิ่มแขนลีออน แต่แค่กดโหลด checkpoint ก็หาย
แต่ที่มีปัญหานิดนึง คือบั๊คที่ทำให้เราไม่เห็นซากซอมบี้ ทำให้เรางงว่าตกลงมันลุกมาเป็น Blister head หรือเปล่า หายไปไหนหมด พอหันมาอีกที กลายเป็นว่ามัน spawn โผล่มาแล้ว ถึงจะมีปัญหานิด ๆ แต่โดยรวมมันก็เป็นประสบการณ์ที่ดีมากสำหรับเวอร์ชันคอนโซล
ที่มา : gamingdose
ข่าวเกมส์ เกมส์ออนไลน์ ข่าวเกมส์ PC เกมส์มือถือ เกมส์คอนโซล รวมข่าวเกมที่น่าสนใจ ข่าวเกมส์ใหม่ ข่าวเกมส์ออนไลน์ เกมส์คอนโซล ข่าวเกมส์ PC E-Sport เกมส์มือถือน่าเล่น ความเคลื่อนไหววงการเกมส์ ล่าสุด