วันพฤหัสบดี , 12 กุมภาพันธ์ 2026

รีวิวเกม Dragon Quest 7 Reimagined – ความกลางๆ ที่อาจไม่ได้ใจทั้งผู้เล่นเก่าและผู้เล่นใหม่

Dragon Quest เป็นซีรีส์ JRPG ที่มีชื่อเสียงและประวัติศาสตร์มาช้านาน และมีอิทธิพลแต่วัฒนธรรมป๊อปคัลเจอร์ญี่ปุ่นอย่างมหาศาล ในระดับที่หากใครชอบเล่นเกมแนวนี้และชอบป๊อปคัลเจอร์ของแดนปลาดิบก็แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่รู้จักเกมนี้ แม้ว่าในปัจจุบันแฟนๆ จะยังคงรอภาค 12 ที่ประกาศเปิดตัวแล้วเงียบหายไปเป็นชาติเศษ แต่ทางค่ายก็ยังพยายามเข็นภาครีเมคหรือรีมาสเตอร์ออกมารักษากระแสไว้อยู่หลายภาคเหมือนกัน และ Dragon Quest 7 Reimagined ก็คือ 1 ในนั้น

ด้วยศักดิ์ในความเป็นเกมรีเมคในชื่อว่า Reimagine ว่ากันตามตรงนี่คือเกมที่ถูกคาดหวังว่าจะพรีเมี่ยมกว่าเกมเก่าที่ถูกนำมารีมาสเตอร์ขายใหม่เฉยๆ และอย่างน้อยงานภาพแบบใหม่ที่เห็นในตัวอย่างก็ดูดีไม่หยอก อีกทั้งยังมีการปรับปรุง QOL รวมไปถึงเนื้อหาต่างๆ ให้มันเข้ากับยุคสมัยมากกว่าเดิม แต่ผลลัพท์ที่ออกมาอาจเพราะหาจุดลงตัวระหว่างความคลาสสิคกับการนำเสนอรูปแบบใหม่ไม่เจอ รวมไปถึงการลงทุนที่ไม่มากพอ ก็ทำให้ Dragon Quest 7 Reimagined ดูจะเป็นเกมกลางๆ ที่ไม่เอนเอียงไปฝั่งไหน และขาดไร้หมัดเด็ดที่แรงพอจะจะฮุกให้โดนใจใครก็ตามที่สัมผัสมันอย่างจั๋งหนับ

เนื้อเรื่อง

เรื่องราวของ Dragon Quest 7 เริ่มด้วยความรั้นจะออกผจญภัยของคีเฟอร์ เจ้าชายสุดแชดของอาณาจักร Estard ที่ต้องการออกไปตะลุยโลกกว้างและแก้ไขปริศนาที่ถูกซุกซ่อนไว้ ตัวเขาจึงพยายามชักชวนแกมลากเพื่อนๆ ซึ่งก็คือตัวเอกของเราและมาริเบลเด็กสาวปากแซ่บแต่จิตใจดี ร่วมก๊วนไปด้วย โดยที่ทั้ง 3 คนได้ร่วมออกผจญภัยไปในดินแดนต่างๆ มากมายไม่ว่าจะทั้งในกาลปัจจุบัน หรือย้อนกลับไปในอดีต ซึ่งสุดท้ายเรื่องราวจะพบเจอกับจุดหักเห และลงเอยด้วยการต้องกอบกู้โลกตามสูตรสำเร็จความคลาสสิคของเกม RPG ยุคเก่า

แม้เนื้อเรื่องในภาพรวมอาจจะดูไม่ได้ล้ำอะไรขนาดนั้นและถ้ามองจากเลนส์ของเกมเมอร์สมัยใหม่ก็อาจจะรู้สึกว่ามีจุดจุกจิกกวนใจเต็มไปหมด แต่นั่นก็ไม่ใช่จุดอ่อนของมันแต่อย่างใด เพราะอย่างน้อยๆ มันก็แฝงความคลาสสิคของยุคสมัยเอาไว้อย่างเต็มเปี่ยมทั้งมีสเน่ห์ในแบบของมัน

จุดที่น่าเสียดายจริงๆ คือดูเหมือนค่ายหรือทีมพัฒนาจะไม่ได้ลงทุนไปกับการเล่าเรื่องราวของเกมมากนัก เราเห็นกันมากมายว่าเกมใหม่ๆ ในยุคนี้แข่งขันกันเล่าเรื่องไม่ว่าจะในแง่ของคัตซีนหรือเทคนิคต่างๆ มากมาย ตั้งแต่เกมเสียเงินซื้อไปจนถึงเกมฟรีกาชา ล้วนทุ่มเทให้กับหัวใจของเกมในจุดนี้ แต่กับ Dragon Quest 7 Reimagined กลับมีเพียงคัตซีนที่จืดชืด ไม่เร้าใจ หรือชวนให้รู้สึกฮึกเหิมอยากเล่นต่อเท่าไหร่นัก นับรวมถึงเรื่องของเสียงพากย์ที่ไม่ใช่ฟูลว็อยส์แถมยังน้อยมากๆ ก็เป็นจุดที่น่าเสียดาย เพราะรู้สึกจริงๆ ว่าเกมมันมีศักยภาพในการดึงดูดที่มากกว่านี้

เสียง กราฟิกและเพอร์ฟอร์มานซ์

ภาพกราฟิกแบบใหม่ดูจะเป็นจุดแข็งที่สุดของเกมจริงๆ ซึ่งก็ไม่ผิดนัก ด้วยสไตล์ภาพ ความคมชัด ความลื่นไหล ความละเอียดของแผนที่และโมเดล Dragon Quest 7 Reimagined จึงเป็นเกมที่มีกราฟิกเพลินตามากๆ สวยสดงดงามไม่มีกระตุกให้รำคาญใจ (เล่นบน PS5 รุ่นธรรมดา) แทบไม่มีข้อติใดๆ ให้นึกถึง แม้ผมอาจติดใจเรื่องโมเดลของคีเฟอร์ที่แปลกๆ อยู่สักหน่อย แต่ของตัวเอก มาริเบล และรายอื่นๆ ก็ทำออกมาได้ดี จึงคิดว่าคงเป็นสไตล์ที่ทีมพัฒนาอยากนำเสนอนั่นแหละ

เรื่องเพลงประกอบคือขึ้นหิ้งคลาสสิคไปแล้ว แค่อาจจะรู้สึกว่าควรเติมเพลงเข้ามาเพิ่มสำหรับเกมที่เล่นได้เกิน 50 ชั่วโมงแบบนี้ ขณะที่งานเสียงก็อย่างที่บอกไปครับว่าตัวเกมอาจจะมีจุดอ่อนที่เสียงพากย์ไม่ฟูลว็อยส์เท่านั้น ส่วนพวกเสียงมอนสเตอร์ เสียงตอนโจมตี อะไรพวกนี้คือทำได้ดีอยู่แล้ว

เกมเพลย์

ความครึ่งๆ กลางๆ ของ Dragon Quest 7 Reimagined ส่วนหลักเลยคือเกมเพลย์นี่แหละ สำหรับสายอนุรักษ์นิยม เกมเพลย์ของมันมีความคลาสสิคสูงมาก เป็นเทิร์นเบสผลัดกันตีที่ไม่ได้ปรับเปลี่ยนอะไรนัก คนที่ชอบก็แน่นอนว่าไม่ตะขิดตะขวง ส่วนใครที่ติดมาจาก JRPG ยุคใหม่ที่มีความฉวัดเฉวียนกว่านี้ก็อาจมีอาการหาวหวอดๆ อยู่บ้าง

และการหาวหวอดๆ ก็มาจากเพซของเกมที่มีความช้าและอืดแบบเฉพาะตัวระดับนานาจิตตังเลย ส่วนตัวผมรู้สึกว่าเกมมีความสนุก แต่ก็ยอมรับเช่นกันว่าเผลอตาปิดบ่อยมากๆ แม้ทีมงานพยามจะปรับ QOL และจังหวะของเกมให้เข้ากับผู้เล่นยุคใหม่แล้ว แต่ในภาพรวมมันก็ยังสลัดความช้าทิ้งไปไม่ได้ อย่างระบบเซฟเกม ก็พอจะเข้าใจว่าอยากรักษากิมมิคเซฟเกมที่โบสถ์เอาไว้ แต่ในยุคที่เกมอื่นสามารถเซฟเกมตรงไหนก็ได้ มีเชคพ็อยต์ให้เป็นครั้งคราว หรือจุดเซฟที่ไม่ได้ยุ่งยากอะไรมากมาย การที่เกมต้องไปเซฟในโบสถ์แถมใช้เวลานานกว่าโหลดเกมในแต่ละครั้ง มันก็เป็นข้อที่ชวนให้หงุดหงิดไม่น้อย

นอกจากนี้ผู้เล่นหลายคนก็รู้สึกว่าเกมเล่นนานแบบนี้ แต่กลับไม่มีชุดคอสตูมให้เปลี่ยนใส่เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศมากพอ หรือแม้จะเปลี่ยน Vocation (คลาส) ก็ไม่ได้เปลี่ยนรูปลักษณ์อะไร ทำให้เกมขาดสีสันและจุดรีเฟรชอารมณ์พอสมควร ยังไม่นับรวมคาร์แรคเตอร์ดีไซน์ของภาคนี้ที่ไม่จัดจ้านและมีภาพจำเท่าภาคอื่นๆ ก็ทำให้หลายๆ คนอาจจะรู้สึกเบื่อมันเร็วขึ้น เมื่อผนวกรวมกับจังหวะเกมที่ช้าเป็นทุนเดิม (ส่วนตัวคิดว่าเกมสนุกตอนเริ่มได้เปลี่ยนอาชีพ แต่นั่นคือผ่านมาแล้ว 15 ชั่วโมง) และรูปแบบภารกิจบางจุดที่มีความจู้จี้จุกจิก เช่น การที่ต้องวิ่งไกลไปคุยกับ NPC อีกเมืองแล้วต้องวิ่งกลับมาที่เดิม ทำให้ Dragon Quest 7 Reimagined อาจจะไม่ใช่เกมที่เหมาะกับคอ JRPG ทุกคน

แต่ถึงอย่างนั้น สำหรับแฟนดั้งเดิมที่ไม่มายด์กับการปรับปรุงเนื้อหาบางจุด เพิ่มเนื้อหาบางอย่าง และตัดทอนเนื้อหาบางส่วนออกไป Dragon Quest 7 Reimagined ยังมีความเป็นเกมคลาสสิคที่คุณเคยรักอย่างเต็มเปี่ยม หรือแม้แต่ตัวผมเองที่เล่นภาคนี้ครั้งแรกก็ยังรู้สึกสนุกไปกับมันได้แม้จะเผลองีบไปหลายช่วงก็ตาม

สรุป

Dragon Quest 7 Reimagined เป็นเกม JRPG ที่รีเมคมาอย่างน่าสนใจอยู่ประมาณหนึ่ง ด้วยภาพลักษณ์ที่ถูกอัปเกรดขึ้นบานตะเกียงจนสวยสดงดงาม และเนื้อหาเกมที่เล่นได้ยาวๆ เกิน 50 ชั่วโมง แฟนเกมภาคดั้งเดิมหรือคนชอบ JRPG ที่มีความคลาสสิค เล่นเรื่อยๆ เย็นๆ ไม่รีบร้อน งานภาพไร้พิษภัย Dragon Quest 7 Reimagined ยังน่าจะเป็นเกมที่เหมาะควรกับคุณอยู่ครับ แต่หากคุณชอบเกม JRPG ยุคใหม่ ที่การนำเสนอต้องฉวัดเฉวียน เร้าคนเล่นด้วยดนตรีมันส์ๆ คัตซีนเวอร์วังอลังการ หรือฉากเทิร์นเบสต์ที่สไตล์จัดจ้าน เกมนี้ก็คงไม่ใช่ทางของคุณ อีกทั้งการที่ตัวเกมขายในราคา AAA ก็อาจเป็นข้อพิจารณาซึ่งต้องตัดสินใจกันให้ดี

ที่มา : online-station

น่าสนใจ

Where Winds Meet เวอร์ชัน 1.3 “Spring’s Bliss” เตรียมปล่อยอัปเดตในวันที่ 6 กุมภาพันธ์นี้

Everstone Studi …

PHP Code Snippets Powered By : XYZScripts.com